Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

เยี่ยมบ้านผู้หญิงมุสลิม ผู้ประสบภัยสึนามิ ที่จังหวัดภูเก็ต

 

sunami4

เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน และวันที่ 4 มิถุนายน ๒๕๔๘ พวกเราเจ้าหน้าที่มูลนิธิผู้หญิง ได้เยี่ยมบ้านผู้หญิงมุสลิมที่ยากจน บ้านบางเทา หมู่ ๓ ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นกลุ่มผู้ประสบภัยสึนามิที่มูลนิธิได้ให้ความช่วยเหลือเงินทุนช่วยเหลือครอบครัว จำนวน ๑๖ ครอบครัว ครอบครัวละ ๕,๐๐๐ บาท ทราบว่า ส่วนใหญ่ผู้หญิงนำไปซื้อเครื่องครัวและสิ่งของจำเป็นที่สูญหายไป ลงทุนประกอบอาชีพเดิม ๒ คน คือ ขายของชำ ขายอาหารตามสั่ง ซื้อจักรยานให้ลูกเดินทางไปโรงเรียน ๑ คน และวางมัดจำซื้อมอเตอร์ไซด์ เพื่อขับไปงานก่อสร้างนอกชุมชน ๑ คน เนื่องจากมอเตอร์ไซด์เดิมจมน้ำใช้งานไม่ได้ กลายเป็นเศษเหล็กขายได้เงิน ๒๐๐ บาท และเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการกลับเข้าไปทำงานเดิมที่สนามกอร์ฟ ๑ คน 

การพบกันครั้งนี้ พวกเรามี พี่ลัดดา อาสาสมัครผู้หญิงที่คอยอำนวยความสะดวกให้กับพวกเรา ตั้งแต่วันแรกที่เกิดคลื่นสึนามิ มาช่วยอำนวยความสะดวกและพูดคุยด้วยเช่นเคย 

พี่ลัดดา เล่าว่า วันที่เกิดเหตุนั้น หลังจากที่ทราบว่า ชุมชนนี้ได้รับความเสียหายจากคลื่น และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือหน่วยงานหรือองค์กรใดๆเลย จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากนายจ้างซึ่งเป็นชาวเยอรมันและได้พบกับพี่ศิรพร จากมูลนิธิผู้หญิง หลังจากนั้นก็ไปซื้อเสื้อผ้าและชุดชั้นในเพื่อนำไปให้ผู้หญิงที่พักอยู่ที่มัสยิด เมื่อพวกเราไปถึงชุมชน ผู้หญิงส่วนหนึ่งนั่งเลี้ยงลูกอยู่ที่ศาลา และจากการพดคุยก็ทราบว่า ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพจิตดีขึ้นมาก ยิ้มแย้มแจ่มใส มีการดำเนินชีวิตได้เข้าสู่ปกติมากขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างจากที่พวกเราได้เจอกันครั้งแรก 

หญิงมุสลิม อายุย่างเข้า 70 ปี คนในชุมชนเรียกกันว่า “มะภาษามาลายู แปลเป็นภาษาไทยว่า “แม่” บอกกับพวกเราว่า ช่วงที่เกิดคลื่นสึนามินั้น มะไม่กล้าที่จะนึกหรือพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพราะยังรู้สึกกลัว และมีภาพคนลอยตามน้ำไป และเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ผ่านมานี้ เมื่อได้รับแจ้งว่าอาจจะเกิดคลื่นสึนามิขึ้นได้อีกนั้น ตนก็เริ่มวิตกกังวลอีก และรีบวิ่งไปหลบในที่ที่คิดว่าปลอดภัย แต่การพบกันครั้งนี้ มะ สามารถเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นให้พวกเราฟัง พร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของมะเป็นระยะๆ 

“วันนั้น น้ำ(คลื่น)มาต่างคนต่างวิ่งกระจัดกระจายไปทั่ว ส่วนหนึ่งก็วิ่งหนีไปอยู่บนกำแพงบ้านข้างๆชุมชน ส่วนมะวิ่งไม่ไหวและเป็นห่วงหลานอีก 3 คน จึงทำให้ต้องรอให้ลูกชายมารับและขี่หลังของลูกชายออกจากบ้าน เพื่อพาไปพักที่มัสยิดใกล้ชุมชน และได้รู้ว่าหลานทั้ง 3 คนปลอดภัยแล้ว” 

“สำหรับแถวนี้ โชคดีที่ที่นี่ไม่มีใครเป็นอะไร คิดว่าไม่นาน แต่ถ้ามีคนเป็นอะไรมากกว่านี้ คิดว่า ช่วยไม่ทัน พวกเรานอนค้างที่มัสยิด 3 คืน โดยมีกรรมการมัสยิดและชาวบ้านที่อยู่ใกล้มัสยิดช่วยเหลือในการทำอาหารให้พวกเรากิน ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่า จะมีคลื่นอีกหรือไม่ แต่ผู้ชายก็เริ่มออกไปสำรวจความเสียหายในบ้านแต่ละหลัง”

 มะ บอกกับพวกเราเป็นภาษาท้องถิ่น ว่า “ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว” (ภาษาภาคใต้หมายถึง ดีขึ้นบ้าง) ทั้งด้านจิตใจ คือ ไม่ฝันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว และได้รับความช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน อาหารแห้งและสิ่งของต่างๆจาหน่วยงานและชาวต่างชาติ” 

ส่วนเรื่องที่ยังมีความกังวลใจนั้น แม่ของน้องมะเฟีย ผู้หญิงมุสลิมคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ บอกกับพวกเราว่า

“อย่างมะ เมื่อก่อนเคยมีรายได้จากการล้างจาน เสริฟน้ำและอาหารที่ร้านหน้าปากซอยบ้าง แต่ตอนนี้ร้านอาหารดังกล่าวก็ไม่มีรายได้พอสำหรับจ้างเพราะเดิมเคยขายอาหารได้วันละ 600- 700 บาท แต่ช่วงนี้ได้เพียง 200 -300 บาทต่อวัน” 

แม่ของน้องมะเฟียยังบอกกับพวกเราอีกว่า “เนื่องจากสถานประกอบการส่วนใหญ่ได้ใช้แนวทางการจ้างงานแบบไม่มีรายได้เข้ามา ก็ไม่จ่ายค่าตอบแทนมาใช้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสถานประกอบการแต่ละที่ว่าจะมีวิธีการแบบไหน เช่น บางที่ ยังคงจ้างพนักงานของตน แต่เนื่องจาก ไม่มีงานจึงไม่จ่ายค่าตอบแทนเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยที่พนักงานสามารถไปรับจ้างทั่วไปเพื่อหารายได้ประจำวันได้ แต่ หากไปสมัครเป็นพนักงานที่อื่นให้ถือว่า ลาออกจากสถานประกอบการเดิม สถานการณ์เช่นนี้ สร้างความลำบากใจ(สองจิตสองใจ)ให้กับแรงงานมาก เพราะไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรเพราะ งานเดิมนั้นหากมีนักท่องเที่ยวมากขึ้นก็ทำให้รายได้กลับมาเหมือนเดิมได้ แต่เนื่องจากไม่มีใครตอบได้ว่า เมื่อไรจะกลับมาเหมือนเดิม” 

“ส่วนตัวเองนั้น โชคดีที่ทางโรงแรมไม่ได้ใช้แนวทาง “without pay” จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในเรื่องการจ้างงาน แต่เรื่องจากมีนักท่องเที่ยวน้อยลง รายได้ที่มาจากทริปหรือเงินพิเศษจึงไม่มี ทำให้รายได้ที่จะนำมาเป็นเงินเก็บนั้นขาดไป” นอกจากเรื่องการจ้างงานแล้ว แม่ของน้องฮัสนา บอกกับพวกเราว่า “ช่วงนี้น้ำประปาสกปรกมาก ไม่สามารถใช้อาบน้ำให้ลูกสาววัย 4 เดือนได้ เพราะหลังจากที่อาบแล้ว จะมีอาการคันและผื่นขึ้น ทำให้ช่วงนี้ต้องซื้อน้ำสำหรับใช้อาบ” 

เนื่องจากปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาที่ทุกคนประสบร่วมกัน จึงช่วยกันหารือต่อไปว่า ควรจะไปติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)เพื่อให้รีบแก้ไข ส่วนการศึกษาของลูกนั้น ในย่านนี้แต่ละครอบครัวมีลูกตั้งแต่หนึ่งถึงห้าคน จำนวนเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีทั้งหมด 26 คน มีเด็กเล็กจำนวน 1 คน ได้เข้าเรียนที่ศูนย์เด็กเล็กของโรงแรมลากูน่า เด็กจำนวน 18 คน ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนบางเทาที่มีการสอนตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก (ฟรี ผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย) ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งหมดได้รับทุนการศึกษาประเภทที่ 3 จาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรียบร้อยแล้วคนละ 3,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม 

และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม นี้ ทางโรงเรียนดำเนินการส่งรายชื่อเด็กนักเรียน เพื่อเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทยโดยใช้ชื่อของเด็กร่วมกับผู้ปกครองและครู ระดับมัธยมตอนปลาย เด็กผู้หญิงสมัครเข้าเรียนต่อ ที่โรงเรียนมุสลิมวิทยาภูเก็ต 1 คน ส่วนที่เหลือเป็นวัยรุ่นหญิง2 คนที่เรียนจบ ม.6 และเด็กผู้ชายชาย 1 คนที่เรียนจบ ม.๓ แล้วไม่ศึกษาต่อ ผู้หญิงบอกว่า ได้คลายความกังวลใจเรื่องการศึกษาของลูก เพราะได้รับความช่วยเหลือทุนการศึกษาของรัฐแล้ว แต่ก็มีข้อสงสัยเรื่องความต่อเนื่องของทุน รวมถึงการประสานงานเรื่องทุนการศึกษาระหว่างโรงเรียนของลูกที่เรียนจบ ม.3 กับโรงเรียนที่ลูกต้องย้ายไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น พี่ลัดดา อาสาสมัครให้ข้อมูลกับพวกเราว่า 

“มีชาวต่างชาติ และเจ้าของโรงแรมลากูน่าให้เงินไปซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างบ้านใหม่ และลงแรงซ่อมแซมบ้านทุกหลังที่เสียหาย ทำให้สภาพบ้านแข็งแรงมากขึ้น บ้านเดิมเสียหายบางส่วนได้รับการซ่อมแซม สร้างบ้านใหม่ ๓ หลัง ส่วนสนามเด็กเล่น ก็ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐและเอกชน” 

ส่วนความช่วยเหลือจากอบต.นั้น ทราบว่า ทั้งก่อนและหลังเกิดคลื่นสึนามิ ชุมชนเล็กๆแห่งนี้ไม่ค่อยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานในระดับท้องถิ่นมากนัก เช่น ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนหมู่บ้าน 1ล้านบาท เนื่องจากไม่ทราบข้อมูล สำหรับความช่วยเหลือหลังเกิดคลื่นสึนามิ อบต.ได้ให้วัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเพื่อซ่อมแซมบ้าน วงเงินไปเกิน ๓๐,๐๐๐ บาท แต่เนื่องจาก ความช่วยเหลือมาหลังจากที่ชาวบ้านซ่อมแซมบ้านเสร็จแล้ว ทำให้ชาวบ้านบางส่วนนำวัสดุและอุปกรณ์ดังกล่าวไปขายต่อเพราะต้องการเงินสดมาใช้จ่ายในครอบครัว สุดท้ายมะอยากบอกกับพวกเราว่า 

“ถึงแม้ตอนนี้มะจะมีบ้านที่แข็งแรงกว่าเมื่อก่อน แต่ถ้าให้เลือกแล้ว มะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เพราะตอนนี้ไม่มีงานทำ หรือถ้ามีงาน ค่าแรงที่ได้ก็ไม่เหมือนเมื่อก่อน” ก่อนที่พวกเราจะล่ำลากัน ก็ได้ฝากประเด็นทิ้งท้ายให้กลุ่มผู้หญิงช่วยกันคิดต่อไปว่า จากเดิมที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในชุมชนนี้มีรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่เนื่องจากธุรกิจท่องเที่ยวในขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัว อาชีพอะไรจะช่วยให้มีรายได้ในแต่ละวันเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวต่อไป

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
January 2018
M T W T F S S
« Aug    
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031