Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่อง “สันติภาพ สุขภาวะ กับความมั่นคงของมนุษย์….จากมุมมองหญิงชาย” วันที่ ๑๔-๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ที่จังหวัดปัตตานี

 

e0b980e0b884e0b8a3e0b8b7e0b8ade0b882e0b988e0b8b2e0b8a2e0b8abe0b88de0b8b4e0b887-e0b88ae0b8a1

 เป็นความร่วมมือระหว่าง เครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพ และคณะทำงานวาระทางสังคมกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับองค์กรต่างๆ มากมายร่วมจัดงาน “มหกรรมสันติวิธี” โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งผู้หญิงที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐและฝ่ายชาวบ้าน กลุ่มผู้นำเกษตรกร ชาวเลพื้นบ้าน กลุ่มผู้นำสตรี และผู้ดูแลเด็ก จากพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ ตัวแทนผู้หญิงจากภาคเหนือ อีสาน กรุงเทพฯ และกลุ่มศาสนิกผู้หญิงจาก ๓ ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม 

วันแรก-  เราได้รับรู้ถึงความมั่นคงของมนุษย์ที่อยู่บนฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ที่ถูกจัดการจนเสื่อมโทรมและเปลี่ยนแปลงไปมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางทะเล แม่น้ำ ภูเขา พืชพันธุ์ในป่า ซึ่งได้ส่งผลกระทบกับชีวิตของคนในท้องถิ่น และประสบการณ์ของผู้หญิงที่ประสบความสูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดภาคใต้ คุณกอเซ็ง อาบูชิ นักวิจัยชาวบ้านผู้เชี่ยวชาญเรื่องป่าพรุ จากพรุลานควาย จ.ยะลา กล่าวว่า 

“ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างต้องการเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในชีวิตและในสังคม สำหรับคนที่อยู่ในชนบท การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีมีทรัพยากรหลากหลายที่อุดมสมบูรณ์ นั่นคือความมั่นคงของชีวิตมนุษย์… มุสลิม เชื่อว่าสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่อยู่ในโลกและรอบตัวเรา เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างมาให้มนุษย์ใช้ และต้องเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย… การเข้าไปจัดการกับธรรมชาติโดยปราศจากความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณของสิ่งสร้างต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากร นำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากร และผลกระทบก็ตกกับชาวบ้าน” 

คุณมะดามิง อารียู นักวิจัยชาวบ้านโครงการท้องถิ่นศึกษา อ.รามัน จ.ยะลา บอกว่า “แต่เดิมความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้มีมาก เดินเข้าไปในป่าก็มีอาหาร ในแม่น้ำก็มีปลาอุดมสมบูรณ์ แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ได้กินปลาสดอีกแล้ว จะต้องเดินไปซื้อปลาในตลาด ระบบครัวเรือนของเราถูกทำลาย การขาดความมั่นคงในเรื่องอาหารและขาดความมั่นคงในครอบครัวเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดมาก ทุกวันนี้เราไม่รู้ว่าอาหารที่เรากินที่ตลาดจะให้ความมั่นคงแก่เราหรือเปล่า… เดิมปัตตานีเคยเป็นแหล่งอาหาร มีนาข้าวมาก แต่เนื่องจากทรัพยากรถูกแย่งชิงไปกลายเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงาน เดี๋ยวนี้แม้แต่ข้าวยังต้องซื้อกิน เหลือก็แต่เพียงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมของมุสลิมที่ยังคงมีอยู่”

 

 ตัวแทนผู้หญิงผู้สูญเสียฝ่ายรัฐ ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า

 “สามีของฉันเป็นตำรวจ เขาถูกยิงตายไปต่อหน้าต่อตา ฉันเชื่อว่ามีคนอีกหลายคนที่ประสบกับความสูญเสียแบบนี้เหมือนกัน และไม่ได้ต่างกันเลยระหว่างผู้สูญเสียที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้สูญเสียที่เป็นชาวบ้าน… ที่ฉันสามารถอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะลูก พลังจากลูกมารวมอยู่ในจิตใจของฉัน ทำให้เข้มแข็ง พร้อมเผชิญกับสิ่งต่างๆ แม้ทุกวันนี้ครอบครัวของเราจะไม่มีเสาหลักอีกแล้ว แต่เราจะต้องอยู่ต่อไปให้ได้ นอกจากลูกแล้ว การได้รับกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่ประสบความสูญเสียเช่นเดียวกัน การได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับคนหัวอกเดียวกันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่ได้” 

ตัวแทนผู้หญิงผู้สูญเสียฝ่ายชาวบ้าน ได้เล่าเรื่องของตนว่า 

“ฉันสูญเสียลูกไปเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ตอนนั้นหมดเรี่ยวแรง กำลังใจ และแทบทำอะไรไม่ได้เลย แต่ฉันยังมีลูกเหลืออีก ๔ คนที่ยังต้องดูแลส่งเสีย ฉันอยากให้ลูกทุกคนเรียนให้สูงที่สุด แต่ค่าใช้จ่ายในการเรียนของลูกก็ค่อนข้างจะสูง ครอบครัวของเรายากจน สามีมีอาชีพขายลูกชิ้นเร่ตามหมู่บ้าน มีรายได้วันละ ๑๐๐-๑๕๐ บาท ส่วนตัวฉันเองก็รับจ้างกรีดยาง ได้วันละ ๑๐๐ บาท ฉันคิดถึงลูกชายคนที่จากไปมาก เวลานึกถึงเขาทีไรฉันอดน้ำตาไหลไม่ได้สักครั้ง เวลาเขากลับบ้านตอนปิดเทอม เขาจะออกไปรับจ้างทำงานสารพัด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว และหาเงินเตรียมไว้สำหรับจ่ายเป็นค่าเทอม”

 ตัวแทนผู้นำสตรีจาก อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ให้กำลังใจเพื่อนๆ ว่า 

“อยากให้ผู้หญิงทุกคนมีกำลังใจ ความตายเป็นสิ่งที่ต้องมาถึงทุกคน เราต้องไม่กลัว เพราะถ้ากลัวมากจะไม่มีกำลังใจในการทำสิ่งต่างๆ เราควรทำเครือข่ายให้เข้มแข็ง เตรียมความพร้อมของตัวเอง อย่าเอาแต่กลัว ขอให้เชื่อมั่นในพลังของผู้หญิง ถ้าผู้หญิงรวมกันจะมีพลังมาก”

 คุณศิริพร สะโครบาเน็ต ประธานมูลนิธิผู้หญิง ร่วมให้กำลังใจ เสริมพลังว่า 

“คนเราจะอยู่ได้ต้องเป็นอิสระจากความอดอยาก ไม่ถูกคุกคาม ไม่หวาดกลัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เราทั้งหญิงชายจะต้องร่วมกันสร้างให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ใน ๓ จังหวัดภาคใต้ เราผู้หญิงเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ชีวิตของเรายังไม่มีความมั่นคง ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีชีวิตอยู่อีกไหม ซึ่งการอยู่แบบนี้เป็นการบั้นทอน หลายๆ ปัญหาผู้หญิงไม่ได้เป็นคนก่อ แต่เป็นผู้ที่จะต้องมาแบกรับ แล้วเราจะนำวิถีสันติภาพมาทำให้เราอยู่อย่างมั่นคงขึ้นได้อย่างไร ท่ามกลางความหลากหลาย เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้อย่างไร เราจะต้องไม่กลัวคำว่าต่อสู้ การต่อสู้มีหลายวิธี เราจะต่อสู้ด้วยวิธีไหนได้บ้าง โดยเป็นการต่อสู้ในวิถีของสันติ อยู่ในกรอบของกฎหมาย แต่บางครั้งเราก็อาจต้องท้าทายอำนาจรัฐบ้าง หากมันเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดปัญหา”

……………………….

 วันที่สอง มีการ “แบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้แบบสันติวิธีของผู้หญิงจากพื้นที่ในภาคต่างๆ” อันเป็นประสบการณ์ชีวิตจริงอันทรงคุณค่ามาแบ่งปัน และเป็นกำลังใจให้กันและกัน คุณป้าร้อย สีหาพงษ์ ตัวแทนผู้หญิงนักต่อสู้จากชุมชนในกรุงเทพฯ

 “อยากให้เราตระหนักว่าเราทุกคนมีสิทธิ มีศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค เราจะต้องคอยติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ เรื่องการศึกษาของลูกหลาน เรื่องสุขภาพ เรื่องสังคมมีผลกระทบกับเราอย่างไร… ทำไปแล้วรู้สึกว่าได้ประโยชน์ เช่นการยื่นหนังสือขอการศึกษาฟรีสำหรับคนจนได้ การที่รัฐให้เช่าที่ดินของรัฐได้ ถ้าคนจนในประเทศไม่ลุกขึ้นสู้ รัฐก็จะยิ่งทำตามใจ กลุ่มของผู้หญิงเป็นกลุ่มที่สำคัญ หากรวมกลุ่มได้จะมีพลังมาก การต่อสู้จะต้องมีการพูดคุยทำความเข้าใจด้วยเหตุผล ทำให้เขาเข้าใจปัญหาของเรา ต้องทำหลายครั้ง และต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่าท้อถอย เพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ” คุณป้าสมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนผู้หญิงจากบ้านแม่มูนมั่นยืน อ.ปากมูล จ.อุบลฯ

 “ถ้าเรานอนอยู่บ้าน ไม่รวมตัวกัน ไม่เข้าไปหาความรู้ ทำความเข้าใจ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอสร้างเขื่อนแล้วเราหาปลาไม่ได้เหมือนเดิม สร้างเขื่อนได้ ๕ ปี ในแม่น้ำแทบไม่มีปลาเลย เรายิ่งพยายามสู้อย่างหนัก… เราจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลเข้าใจ และทำให้สังคมเข้าใจเรา… จากที่เราใช้สันติวิธี และมีการเจรจา เราก็สามารถต่อรองให้เปิดเขื่อนได้ ๔ เดือน ปิดเขื่อน ๘ เดือน เขาก็ยอมได้เท่านี้ จะให้ทั้งหมดไม่ได้ เราก็ต้องอดทน… ทุกวันนี้ป้าต้องครอบครัวแตกสลาย คนในครอบครัวต่างต้องอพยพออกไปทำงานจังหวัดอื่น แต่เราจะต้องกลับบ้านให้ได้ ทำให้มีการเปิดเขื่อนถาวรให้ได้” 

คุณแม่ทองดี โพธิยอง ผู้นำสตรีภาคเหนือ “ผู้หญิงภาคเหนือ ก็คงไม่ต่างจากภาคอื่นๆ ครอบครัวมักจะไม่สนับสนุนให้เรียนหนังสือมาก เพราะเดี๋ยวก็จะต้องแต่งงาน ดูแลสามี แต่สำหรับแม่ทองดี คิดว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญ การที่เราจะเป็นแม่เป็นเมียก็ต้องมีความรู้… ผู้ได้รับผลกระทบต้องมีส่วนในการแก้ปัญหา ต้องมีการต่อสู้เรียกร้อง จะต้องมีการรวมกลุ่ม สร้างเครือข่ายและพันธมิตรจึงจะเกิดพลัง หากเราทำเฉพาะจุดจะไม่มีแนวร่วม มีกลุ่มแล้วก็ต้องใช้การขับเคลื่อนอย่างมีชั้นเชิง เชื่อมร้อยกัน เวลาจะขับเคลื่อนอะไรก็จะเป็นเสียงเดียวกัน ส่งผลสะเทือนไปทั้งหมด การรวมกลุ่มของผู้หญิงจะทำให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ” 

 

คุณแม่หลวงนาแส ยะปา ตัวแทนผู้หญิงลาหู่ บ้านอรุโณทัย ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

“ฉันเป็นคนลาหู่ แต่งงานกับพี่เขยของตัวเองเพราะพี่สาวเสียชีวิต แล้วมีหลานๆ อีก ๔ คน ที่กำพร้าแม่ จึงต้องแต่งงานกับพี่เขยเพื่อช่วยดูแลหลานต่อไป แต่ต่อมาสามีก็เสียชีวิต จากความขัดแย้งเรื่องทรัพยากร ตอนที่มีการปราบปรามยาเสพติด ชนเผ่าจะถูกละเมิดสิทธิมาก เจ้าหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน เอายาบ้ามายัดให้ ตัวฉันเองก็ถูกจับกุมด้วย เพราะเข้ามาขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ที่กำลังจะจับชาวบ้าน ซึ่งเรารู้ว่าเขาไม่ผิด… ปัญหาของพี่น้องชนเผ่าทางภาคเหนือมีหลายเรื่อง ไม่มีสัญชาติ ไม่ได้รับการศึกษา เดินทางไม่ได้ ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอุดมสมบูรณ์น้อยลง ความขัดแย้งในชุมชนมากขึ้น ความเป็นพี่เป็นน้องหายไป การที่ผู้หญิงมีการรวมกลุ่มกันแบบนี้ทำให้มีความหวังและมีกำลังใจ” 

คุณปินี มูลแก้ว ตัวแทนผู้หญิงปกาเกอะญอ จ.เชียงใหม่ “ชนเผ่าปกาเกอะญอ มีวิถีชีวิตทำไร่แบบหมุนเวียน หาของป่า ทำนา ทำไร่ ชีวิตขึ้นอยู่กับธรรมชาติ เราทั้งใช้และดูแลรักษา แต่เรามักถูกกล่าวหาตลอดมาว่าเป็นคนทำลายป่า เดิมเราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่มีกฎหมายอุทยาน เพียงแค่มีข้าวกินเราก็อยู่ได้แล้ว ไม่ต้องมีอะไรมากเหมือนเดี๋ยวนี้ พอนายทุนเข้ามา ทำให้ป่าหมด ก็บอกว่าว่าชาวเขาทำลายป่า คนจนมักจะถูกเอาเปรียบ… เราพยายามทำความเข้าใจกับสังคมว่า เราอยู่กับป่ารักษาป่า อยู่กับน้ำก็รักษาน้ำ ถ้าเราทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ คนก็อยู่ไม่ได้ ตอนนี้เหลือแต่พื้นที่บนดอยที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะเราดูแลรักษาป่าและธรรมชาติมาตลอด ทุกๆ ภาค ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยปัญหาของคนจน เราขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กระตุ้นจิตสำนึกคนให้ช่วยเราตามที่เราขอ ตามความเชื่อในศาสนาของเราที่ว่า “จงขอเถิดประตูจะเปิดออก จงเคาะเถิดแล้วจะได้รับ” หากเราเรียกร้องต่อสู้ เราจะได้รับในสิ่งที่เราต้องการ” 

 ข้อเสนอแนะจากการระดมความคิดเห็นของผู้หญิงผู้สูญเสียและผู้นำสตรี จากในพื้นที่ ๓ จังหวัดภาคใต้

 • ต้องร่วมกันสร้างเงื่อนไขให้คนมีชีวิตที่มั่นคง กินอิ่ม นอนอุ่น หลับไม่ผวา มีทรัพยากร มีรายได้ มีการศึกษา ได้รับการพัฒนาอย่างสมดุล สอดคล้องกับชุมชน 

• ต้องร่วมกันสร้างความเข้มแข็ง ความอบอุ่นให้กับครอบครัว มีเวลาพูดคุยกับลูกมากขึ้น รับฟังปัญหา ไม่ให้ลูกโดดเดี่ยว เพื่อเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เยาวชนถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดี 

• ตระหนักว่าทุกคนต่างเป็นผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบ การให้อภัยจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา 

• ควรสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันทั้งกลุ่มผู้หญิงในพื้นที่ ภาคใต้และในพื้นที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง 

• หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบและชดเชยให้กับคนที่ได้รับความเสียหาย ทั้งจากการเสียเวลาทำมาหากิน เนื่องจากการถูกจับกุมแล้วถูกปล่อยตัวในภายหลัง ตลอดจนชีวิตที่สูญเสียไป 

• ยกเลิกพระราชกำหนดฉุกเฉิน เพราะเป็นที่สร้างเงื่อนไขความไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความแตกแยก หวาดระแวง ไม่ก่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในชุมชน //เปิดหนา//ใหญ่1 โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มผู้หญิงผู้สูญเสียจากชายแดนใต้ กับชุมชนภาคเหนือ”

……………………..

 วันที่ ๑-๔ มีนาคม ๒๕๔๙ ที่เชียงใหม่

แม้จะต้องเดินทางเป็นเวลา ๒ วันเต็ม กลุ่มผู้หญิงผู้สูญเสียจากชายแดนใต้จำนวน ๓๙ ชีวิต ทุกคนเดินทางด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ จากใต้ขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ และกระโดดขึ้นรถตู้ต่อขึ้นเชียงใหม่ เพื่อที่จะไปสัมผัสกับ ภูมิประเทศ ผู้คน ชุมชน และวัฒนธรรม ของเมืองเชียงใหม่ ที่แตกต่างจากภาคใต้

ในระยะเวลา ๔ วัน ของการใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ นอกจากการเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยว การซื้อของฝากกลับบ้าน และการได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกับกลุ่มต่างๆ เช่น ชุมชนชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอและลาหู่ ชุมชนมุสลิมบ้านฮ่อ และอัตตักวาแล้ว เป้าหมายสำคัญของการเดินทางถึงเชียงใหม่ในครั้งนี้ คือ การได้นำเสนอเรื่องราวชีวิตและความเป็นจริงในพื้นที่ชายแดนใต้ต่อสาธารณชนภาคเหนือ ในงานเสวนา “ชีวิตที่หลงเหลือ กับรอยยิ้มหลังหยาดเลือด” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า ๑๕๐ คน จากเครือข่ายต่างๆ ในภาคเหนือ อาทิ เครือข่ายผู้หญิงล้านนา เครือข่ายผู้หญิงชนเผ่า เครือข่ายผู้หญิงมุสลิมในจังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายทางศาสนา (พุทธ , คริสต์ และอิสลาม ) เอนจีโอ รวมถึงผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวต่างๆ ในส่วนท้องถิ่น และผู้สนใจทั่วไป 

การเสวนาเริ่มจากการนำเสนอการดำเนินโครงการศึกษาดูงาน และการดำเนินงานของเครือข่าย ผู้หญิงเพื่อสันติภาพผ่านวีดีทัศน์

โดยคุณศิริพร เลิศทนงศักดิ์ ต่อด้วยการนำเสนอสถานการณ์ในภาคใต้ ผ่านการแสดง ๔ ชุด ได้แก่ “ภายใต้ผ้าคลุมและข่าวร้าย” “ความสัมพันธ์” “ชีวิตหลังหยาดเลือด” และ “ผู้หญิงกับความหวังต่อสันติภาพ” ที่สะท้อนเรื่องราวประสบการณ์ “ชีวิตที่หลงเหลือ กับ รอยยิ้มหลังหยาดเลือด” โดยกลุ่มผู้หญิงและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสี่จังหวัดภาคใต้ คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา จำนวน ๓๙ คน และความหวังที่จะเห็นสันติภาพ ตลอดจนเคารพอัตตาลักษณ์

โดยเสียงสะท้อนเรื่องราวของผู้หญิงและเยาวชนผู้สูญเสีย ช่วยสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ อันนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ข้อสังเกตจากวงเสวนาที่หลายคนต่างสะท้อนความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การรับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการสื่อที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน มีความบิดเบือนจากความจริง ก่อให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อคนมุสลิม นอกจากนี้ยังพบว่า การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดมีส่วนทำให้เกิดปมปัญหาขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น

โดยสรุป การเสวนาที่ผ่านมา นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีและเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางหนึ่งในการรณรงค์ต่อสาธารณชนวงกว้างในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี อันจะเป็นการส่งเสริมความเข้าใจต่อสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ผู้หญิง เด็ก และเยาวชน โดยเฉพาะครอบครัวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ อันนำไปสู่การเห็นความสำคัญของการร่วมสร้างความสมานฉันท์ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม

 

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
July 2018
M T W T F S S
« Jun    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031