Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

รายงาน การสำรวจสถานการณ์การค้าหญิงและเด็กในสิงคโปร์และมาเลเซีย

 

930216_48376490-1

รายงานการสำรวจสถานการณ์การค้าหญิงและเด็กในสิงคโปร์ เป็นรายงานการเดินทางเพื่อติดตามสถานการณ์การค้าหญิงและเด็กในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย และสำรวจหน่วยงาน/องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กต่างชาติที่เป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะหญิงและเด็กที่มาจากลุ่มแม่น้ำโขง ระหว่างวันที่14-23 พ.ศ.2548 และข้อมูลอีกส่วนหนึ่งได้จากการที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิผู้หญิงได้ปฏิบัติงานช่วยเหลือองค์กร HOME ซึ่งได้ริเริ่มโครงการให้ความช่วยผู้หญิงไทยในสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 17 พฤศจิกายน -16 ธันวาคม 2548

มูลนิธิผู้หญิงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานชิ้นนี้จะก่อให้เกิดความเข้าใจในสถานการณ์แรงงานย้ายถิ่นและการค้าหญิงและเด็ก ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือหญิงและเด็กเหยื่อของการค้ามนุษย์ในประเทศทั้งสองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การแสวงหาแนวทางและความร่วมมือในการป้องกันและยุติปัญหาการค้าหญิงและเด็กระหว่างทั้งสองประเทศร่วมกันต่อไป 

สถานการณ์การค้าหญิงและเด็ก

สิงคโปร์และมาเลเซียเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ที่มีความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก คาดว่ามีแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์ประมาณ 500,000 คน และในมาเลเซียประมาณหนึ่งล้านคน จากประเทศต่างๆ อาทิ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, พม่า, บังคลาเทศ, อินเดีย, ศรีลังกา, ไทย, เวียดนาม, และกัมพูชา แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ทว่าทั้งสองประเทศกลับไม่มีนโยบายให้ความคุ้มครองแรงงานข้ามชาติที่ชัดเจน และยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ฉะนั้นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่ไม่มีเอกสารหรือถูกพบว่าอยู่เกินวีซ่า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม จะถูกจับและถูกดำเนินคดีเฉกเช่นเดียวกับผู้กระทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง 

• การค้าประเวณี เนื่องจากการเดินทางจากไทยมาสิงคโปร์ค่อนข้างสะดวกสบาย สามารถเดินทางมาโดยรถบัสจากหาดใหญ่เข้ามาทางมาเลเซียและต่อไปที่สิงโปร์ โดยรถบัสจะจอดที่โกลเด้นไมล์ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่เป็นที่รู้จักของคนไทยในสิงคโปร์ ซึ่งในแต่ละวันจะมีรถเข้า-ออกจากหาดใหญ่ถึงโกลเด้นไมล์ทุกวัน ซึ่งในช่วงหลังๆนี้พบว่ามีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีเดินทางมาหางานทำที่โกลเด้นไมล์กันมากขึ้น แต่เมื่อมาถึงจึงพบว่าไม่ได้ทำงานในร้านอาหารอย่างที่ตนเข้าใจแต่กลับถูกพาไปค้าบริการทางเพศในเขตป่าสงวนซึ่งเป็นธุรกิจใต้ดินที่เอื้อต่อขบวนการค้ามนุษย์แสวงหาประโยชน์จากผู้หญิงต่างชาติโดยง่าย 

เรื่องของนารีในสิงคโปร์

นารีอายุ 15 ปีถูกชักชนจากผู้หญิงในหมู่บ้านให้ไปทำงานเสริฟอาหารที่กรุงเทพฯ โดยบอกว่าจะได้รายได้เดือนละหนึ่งแสนบาท นารีปรึกษาย่าและปู่ ซึ่งเห็นว่าคนมาชักชวนรู้จักกันดี จึงได้ยอมให้ไป หญิงที่ชักชวนได้ส่งนารีให้กับนายหน้า ซึ่งได้พานารีเดินทางออกจากเมืองไทยเข้ามาเลเซีย และต่อไปที่สิงคโปร์ และได้ขายนารีให้กับเจ้าของร้านแห่งหนึ่งที่โกลเด้นไมล์ เจ้าของร้านได้ยึดหนังสือเดินทางของนารี และบอกนารีว่าเธอติดหนี้เขา 5,000 เหรียญสิงคโปร์ ซึ่งนารีจะต้องชดใช้หนี้ด้วยการรับแขกจำนวน 270 คน นารีต้องทำงานให้บริการตั้งแต่1 ทุ่มจนถึงตี 2 โดยไม่มีเวลาพักผ่อนหรือวันหยุด 

หลังจากทำงานได้ร่วมเจ็ดเดือน ก็หลบหนีไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ จึงหาทางโทรศัพท์ติดต่อญาติที่เมืองไทย ซึ่งได้ติดต่อกับหน่วยงานผู้หญิง และได้ประสานกับสถานทูตไทย ซึ่งได้ช่วยเหลือโดยให้เงินยืมเป็นค่าเครื่องบินกลับบ้านให้แก่นารี แต่ในขณะที่รอการเดินทางกลับนั้นนารีถูกคุมตัวไว้ในสถานกักกันคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย และในวันเดินทางก็ต้องถูกคุมตัวใส่กุญแจมือมาขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย (ข้อมูลจาก มูลนิธิผู้หญิง) 

สำหรับประเทศมาเลเซียการค้าประเวณีเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่จะแอบแฝงตามโรงแรมและสถานที่พักอาศัยตามคอนโด และอพาทเม้นท์หรู นอกจากนั้นแล้วตามชายแดนระหว่างประเทศโดยเฉพาะที่ยะโฮบารูพบว่ามีผู้หญิงต่างชาติอาทิ ไทย พม่า เขมร ลาว ถูกล่อลวงให้มาค้าประเวณี แม้ว่าจะมีผู้หญิงบางส่วนที่รับรู้ว่าจะมาทำงานบริการแต่ก็ไม่ทราบถึงสภาพเงื่อนไขของการทำงานมาก่อน ซึ่งแต่ละรายจะต้องชดใช้หนี้แก่เอเยนต์หรือแม่แทคโดยการทำงานรับแขกจำนวน 100 คน (หรือ 45,000 ริงกิต) ในขณะที่ผู้หญิงก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการกินอยู่ในระหว่างทำงาน เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งจึงตระหนักว่าไม่สามารถใช้หนี้ได้หมด และตัดสินใจหลบหนี 

เจ้าหน้าที่ NOHD (National Office for Human Development) ประเทศมาเลเซียระบุว่ากรณีผู้หญิงที่หนีออกมาขอความช่วยเหลือกับตำรวจจะถูกส่งตัวไปที่บ้านพักของรัฐบาล แต่ถ้าวีซ่าหมดหรือไม่มีหนังสือเดินทางก็จะถูกส่งไปที่สถานกักกันคนเข้าเมืองแทน ซึ่งในรายงานสิทธิมนุษยชนที่จัดทำโดยองค์กรเอกชนในมาเลเซีย (CEDAW shadow report) ได้ระบุว่ามีบ้านพักรองรับเด็กต่างชาติที่อายุต่ำกว่า 18 ปีที่ถูกล่อลวง บังคับค้าประเวณี แต่ทว่ากรณีผู้หญิงต่างชาติจะไม่ได้รับการคุ้มครอง และความช่วยเหลือใดๆจากกระทรวงการสังคมสงเคราะห์ของมาเลเซีย 

นอกจากนั้นจากการสำรวจของกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของมาเลเซีย ( the Human Rights Commission of Malaysia) ซึ่งได้เข้าไปเยี่ยมคุกผู้หญิงในเดือนมกราคม 2546 ที่ คุกKajang และได้พูดคุยกับผู้หญิงต่างชาติพบว่าส่วนใหญ่ถูกจับเพราะอยู่เกินวีซ่า ในจำนวนนั้นมีบางรายที่หนีออกมาเพราะถูกบังคับให้ทำงาน แต่ต้องมาถูกจับโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ (Trafficking in Women and Children: Report of the Human Rights Commission of Malaysia (SUHAKAM,น.6 ) 

ตารางแสดงจำนวนผู้หญิงต่างชาติที่ถูกจับในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าบริการทางเพศในมาเลเซีย ระหว่างพ.ย. 2546-มี.ค. 2547

ประเทศ พย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. รวม.
อินโดนีเซีย 89 107 170 200 229 795
จีน 94 165 165 150 167 787
ไทย 60 57 75 156 159 507
ฟิลิปปินส์ 0 8 69 11 13 101
กัมพูชา 1 19 5 14 13 52
เวียดนาม 0 0 5 30 11 46
อุสเบกกิสสถาน 0 1 4 12 3 20
อื่นๆ 2 8 9 10 3 32

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Courtesy of PDRM, Bukit Aman From “Trafficking in Women and Children” Report of the Human Rights Commission of Malaysia (Suhakam),2004 

หมายเหตุ ผู้หญิงต่างชาติที่ถูกนำมาค้าบริการทางเพศมีแนวโน้มที่จะอายุน้อยลงโดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 19-25 ปี นอกจากนั้นยังพบเด็กที่อายุ ระหว่าง 14-17 ปี 

…………………….

หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือในสิงคโปร์ และมาเลเซีย

• สถานทูตไทยและสำนักงานแรงงานไทย เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยให้ความเห็นว่าผู้หญิงต่างชาติเดินทางมาทำงานค้าบริการที่ประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้นและส่วนใหญ่สมัครใจมาทำงานเอง แต่ก็มีบางส่วนที่ไม่รู้ถึงสภาพการทำงานที่ยากลำบาก รวมถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายหน้ามาก่อน และยังมีหญิงและเด็กส่วนหนึ่งที่ถูกล่อลวงมาบังคับค้าประเวณี เรื่องของหนึ่งในมาเลเซีย

 หนึ่ง เยาวชนไทย อายุ 16 ปี กำลังศึกษามัธยม 4 เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน เมื่อมีคนแถวบ้านชักชวนให้มาหางานทำในช่วงปิดเทอมที่กรุงเทพฯ เธอจึงตัดสินใจมา สาวประเภทสองได้พาเธอมากรุงเทพฯแล้วพานั่งรถไปที่หาดใหญ่ ระหว่างการเดินทางหนึ่งรู้สึกง่วงและหลับมาตลอด มารู้ตัวอีกทีเมื่อเดินทางมาถึงมาเลเซียแล้ว เธอถูกขังในห้องสี่เหลี่ยมคนเดียว เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของผู้หญิงไทยคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องใกล้ๆซึ่งกำลังจะออกไปทำงานค้าบริการกัน จึงรู้ว่าจะต้องถูกบังคับให้ทำอะไรเธอจึงตัดสินใจหนีจากที่คุมขัง โดยกระโดดจากตึกสี่ชั้น แล้ววิ่งไปขอความช่วยเหลือจากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งได้ช่วยเรียกแท็กซึ่ เธอขอร้องให้แท็กซี่พาไปหาตำรวจแต่แท็กซี่บอกว่าจะโดนจับ และได้พาเธอไปส่งที่สถานทูตไทยแทน (ข้อมูลจาก มูลนิธิผู้หญิง) 

องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือในสถานกักกัน และเรือนจำ   ในมาเลเซียมีสถานกักกันกว่า 10 แห่ง แต่มีองค์กรที่เข้าไปเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือผู้ต้องกักในสถาน กักกันหรือคุกไม่กี่องค์กร ได้แก่ JRS (Jesuit Refugee Service) ซึ่งจะเข้าไป 4-5 ครั้งต่อเดือน ในขณะที่ NOHD (National Office for Human Development) จะเข้าไปเยี่ยมผู้ต้องกักที่ Semenyih ซึ่งการเข้าไปส่วนใหญ่จะไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูต โดยเฉลี่ยสองครั้งต่อเดือน ในขณะที่ในสิงคโปร์องค์กร The Commission of Migrants and Itinerant People (CMI) เป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้ the Roman Catholic Archdiocesse of Singapore เข้าไปเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยผู้ต้องกักจะถูกกักกัน 2 เดือนไปจนถึงหนึ่งปี ที่อยู่นานที่สุดถึง 3 ปี สาเหตุที่อยู่นานเพราะมีคดีและหรือไม่มีเงินซื้อตั๋วกลับประเทศ การทำงานขององค์กรที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือยังมีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถเข้าไปในสถานกักกันได้อย่างต่อเนื่อง เพราะต้องทำเรื่องขออนุญาตในแต่ละครั้ง หรือต้องเข้าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตที่ติดต่อประสานขอความช่วยเหลือมา นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปช่วยเหลือจะใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับผู้ต้องกัก จึงมีข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้ต้องกักต่างชาติที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ 

• องค์กรที่ให้ความช่วยเหลือจากสภาพเลวร้าย บ้านพักชั่วคราว กฎหมาย และการส่งกลับภูมิสำเนา ในมาเลเซียมีองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือด้านที่พักชั่วคราวแก่คนในท้องถิ่นและรวมถึงชาวต่างชาติที่ประสบ ปัญหา ได้แก่ Wake ซึ่งมีบ้านพัก 3 แห่ง แต่ละแห่งให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานย้ายถิ่นที่ประสบปัญหาทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และสาวประเภทสอง และบ้านพักของ WAO (Women Aids Organization) ซึ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ทั้ง Wake และ WAO เป็นหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือกับสถานทูตของประเทศต่างๆในการให้ความช่วยเหลือที่พักชั่วคราวแก่ผู้ประสบปัญหาต่างชาติด้วย 

ส่วนTanaganita และ Migrant Worker’s Support Center in Penang ให้ความช่วยเหลือรับเรื่องราวร้องทุกข์ปัญหาแรงงานย้ายถิ่นต่างชาติ โดยประสานความช่วยเหลือในด้านกฎหมาย ที่พัก และการส่งกลับภูมิลำเนา Humanitarian Organisation for Migration Economics (HOME) เป็นองค์กรเอกชนในสิงคโปร์ ที่รับเรื่อง ราวร้องทุกข์จากแรงงานต่างชาติทั้งหญิง และชายที่ประสบปัญหา และประสานงานกับกระทรวงแรงงาน(MOM) ในการให้ความช่วยเหลือจากสถานประกอบการที่มีปัญหา และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าจ้าง ตลอดจนดำเนินคดีกับนายจ้างที่ละเมิดสิทธิของแรงงานต่างชาติ แรงงานต่างชาติที่ประสบปัญหาสามารถพักอาศัยอยู่ในบ้านพักของ HOME ได้จนกว่าคดีเสร็จสิ้นและหรือพร้อมที่จะเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา 

ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาสถานทูตไทยในสิงคโปร์ได้ประสานขอความช่วยเหลือด้านที่พักให้แก่ผู้หญิงไทยที่ประสบปัญหาในสิงคโปร์และอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี โดยสถานทูตฯได้ให้เงินสนับสนุนการดำเนินงานของ HOME เป็นจำนวนเงิน 5,000 เหรียญสิงคโปร์ นับเป็นสถานทูตแรกในสิงคโปร์ที่ให้ความสำคัญกับการทำงานช่วยเหลือผู้เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ของหน่วยงานเอกชนในประเทศปลายทาง ปัจจุบันมีผู้หญิงและเด็กไทยที่อยู่ในความดูแลของ HOME จำนวน 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงที่อายุต่ำกว่า 18 ปี และเป็นผู้เสียหายจากการการค้ามนุษย์ 

องค์กรที่ดำเนินงานด้านผลักดันในระดับนโยบาย

SUHAKAM (the National Human Rights Commission of Malaysia) บทบาทอันสำคัญที่ผ่านมา คือ จัดทำรายงาน “Trafficking in Women and Children” ซึ่งได้รวบรวมปัญหาของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ต่างชาติที่ถูกจับและถูกส่งเข้าคุกในมาเลเซีย ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง SUHAKAM กับ สถานกักกันหญิง Kajang ออกแบบสอบถามเพื่อแยกแยะระหว่างผู้เสียหายกับแรงงานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และรวมไปถึงภาระหนักในการกระตุ้นให้รัฐบาลมาเลเซียร่วมลงนามในพิธีสารป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะกฎหมายภายในประเทศที่เกี่ยวกับประเด็นการค้ามนุษย์ นอกจากองค์กรระดับท้องถิ่นแล้ว ยังมีองค์การระดับนานาชาติในสิงคโปร์อย่างเช่น UNIFEM ที่ได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็กในประเทศสิงคโปร์และในภูมิภาคเอเชียนี้ โดยได้จัดประชุมเพื่อหาแนวทางร่วมกันในการยุติความต้องการของผู้ใช้บริการทางเพศในเด็กเมื่อเดือนเมษายน 2005 จากการสำรวจองค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือแรงงานต่างชาติ และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย พบว่ายังมีจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับสัดส่วนของปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นแล้วการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนส่วนใหญ่จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งอาจถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานอาจถูกตรวจค้น เนื่องจากประเด็นแรงงานย้ายถิ่นต่างชาติยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ 

สรุปสภาพปัญหาของผู้หญิงและเด็กที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในสิงคโปร์และมาเลเซีย

 • ยังไม่มีนโยบายและกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 

• ผู้เสียหายไปขอความช่วยเหลือกลับถูกจับและกักขังในความผิดฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 

• เจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติต่อผู้เสียหาย 

• ยังไม่มีบ้านพักโดยเฉพาะสำหรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์สำหรับต่างชาติ การให้ความช่วยเหลือที่เป็นอยู่จึงเป็นไปในลักษณะของการฝาก โดยไม่มีการดำเนินการเยียวยาและเตรียมความพร้อมให้กับผู้เสียหายในด้านคดีความ 

• ค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับภูมิลำเนายังคงเป็นภาระของผู้เสียหายและครอบครัว ทั้งๆที่ผู้เสียหายเดิมมีปัญหาทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว จึงอาจเป็นสาเหตุที่ผลักผู้เสียหายจำเป็นต้องย้ายถิ่นอีกครั้ง 

• หน่วยงานเอกชนที่ทำงานให้ความช่วยเหลือแรงงานย้ายถิ่นต่างชาติ และผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ยังไม่ได้รับการสนุนและส่งเสริมจากรัฐบาลของประเทศตนเท่าที่ควร //เปิดหนา//ใหญ่1//แดง IV ข้อเสนอแนะต่อประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์//ปิด//ปิด//ปิดหนา 

• ความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กจากสถานประกอบการในประเทศปลายทาง 

• มีข้อตกลงร่วมกันกับประเทศทั้งสอง ให้มีมาตรการในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในสถานกักกันและเรือนจำทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหาย 

• ให้ความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เสียหาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เสียหายจะไม่ถูกปฏิบัติเช่นอาชญากร 

• สนับสนุนและส่งเสริมองค์กรและหน่วยงานในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายในด้านที่พักอาศัย ด้านกฎหมาย และการประสานงานส่งกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี 

• ให้ความช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการส่งกลับภูมิลำเนาแก่ผู้เสียหาย โดยไม่ให้เป็นภาระของผู้เสียหายและครอบครัว 

• ส่งเสริมและสนับสนุนสื่อมวลชนในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียในการเผยแพร่ให้สาธารณชนมีความรู้ ความเข้าใจประเด็นปัญหาค้ามนุษย์ และมีส่วนร่วมในการป้องกันและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายต่างชาติ 

• สนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในการกำหนดขอบข่ายของปัญหา ยุทธศาสตร์ในการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศต้นทางและปลายทาง 

• ผลักดันให้รัฐบาลประเทศปลายทางลงนามในพิธีสารป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
September 2018
M T W T F S S
« Aug    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930