Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

คัดค้าน ร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ รัฐต้องคุ้มครองการข่มขืนในคู่สมรส

 

images-2

ตามที่กระทรวงยุติธรรม ยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๐ เพื่อแก้ไขกฎหมายมาตรา ๒๗๖ ว่าด้วยการข่มขืน จากเดิม “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิง ซึ่งมิใช่ภรรยาตน มีโทษจำคุก .."  แก้ไขเป็น ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น ซึ่งมิใช่สามีหรือภรรยา ดูเหมือนว่า สิทธิของหญิงไทยกำลังจะถอยหลังเข้าคลอง ภายใต้การปกครองของรัฐบาลที่มาจากการจัดตั้ง 

การที่ร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขยังยอมรับการข่มขืนในคู่สมรส ทั้งที่มีกระแสการเรียกร้องมาก่อนนี้ให้กฎหมายข่มขืน คุ้มครองโดยไม่ต้องยกเว้นหญิงที่เป็นภรรยา ซึ่งมูลนิธิผู้หญิงร่วมกับสมาชิกแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิงรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายข่มขืน มาตรา ๒๗๖ โดยตัดทิ้งข้อความ “ซึ่งมิใช่ภรรยาตน มาก่อนหน้านี้ และมีผู้เข้าร่วมชื่อสนับสนุนถึงหมื่นคนทั้งหญิงชาย เนื่องจากการข่มขืนเป็นความรุนแรงทางเพศที่ไม่ควรกระทำต่อกันรวมถึงในคู่สามีภรรยา การแก้ไขกฎหมายโดยคุ้มครองการข่มขืนในคู่สมรสจะทำให้เกิดการคุ้มครองอย่างครอบคลุมมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และที่สำคัญคือการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่ว่า ภรรยาเป็นสมบัติของสามี เพราะผู้หญิงควรมีส่วนร่วมตัดสินใจในชีวิตคู่ รวมถึงเรื่องการร่วมหลับนอนกับสามี 

นอกจากนี้ ในการประชุมเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีของรัฐบาลไทย คณะกรรมการในอนุสัญญาฯ ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลไทยให้แก้ไขกฎหมาย เพื่อให้การข่มขืนในคู่สมรสเป็นอาชญากรรม (ข้อเสนอแนะข้อ ๒๔๓ ในการประชุม วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๙) ซึ่งรัฐบาลไทยในฐานะรัฐภาคีมีพันธะกิจในการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี การเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการจงใจละเมิดต่ออนุสัญญานี้ 

ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายควรจะมีการศึกษาอย่างรอบด้าน ในหลายประเทศ กฎหมายว่าด้วยความผิดทางเพศ มีการแยกมาตราเรื่องการข่มขืนให้เป็นอาชญากรรมทางเพศต่อผู้หญิง และมีมาตราเรื่องการใช้ความรุนแรงทางเพศในความหมายกว้างที่ให้ความคุ้มครองแก่คนทุกเพศ อีกทั้งยังมีมาตรการพิเศษเพื่อให้ผู้เสียหายที่อยู่ในภาวะอ่อนแอกว่า เช่น ผู้หญิงและเด็ก สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการให้สิทธิแก่ชายเอาผิดหญิงที่ข่มขืน อาจเกิดผลกระทบในทางปฏิบัติ เพราะชายที่ข่มขืนหญิงอาจข่มขู่ทำให้ฝ่ายหญิงที่ถูกกระทำไม่กล้าเอาความ จากเดิมที่ต้องพิสูจน์ว่าตนถูกกระทำจริงแล้ว ยังต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในการพิสูจน์ว่าตนมิได้กระทำตามที่ฝ่ายชายกล่าวหา ในขณะที่พวกเราไม่ได้คาดหวังว่ารัฐบาลและสภาที่มาจากการแต่งตั้งจะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรในระยะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ แต่พวกเราก็คงจะยอมไม่ได้หากรัฐบาลและสภาจัดตั้งขึ้นจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงเช่นนี้

 

ยื่นหมื่นชื่อให้มาตรา ๒๗๖ คุ้มครองภรรยาจากการถูกข่มขืน

เช้าวันพฤหัสที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ ตัวแทนของกลุ่มแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิงได้ยื่นจดหมายเรียกร้องให้สภานิตินิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ โดยให้ตัดทิ้ง “ซึ่งมิใช่ภรรยาตน” ตามที่กฎหมายระบุ “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิง ซึ่งมิใช่ภรรยาตน มีโทษจำคุก…..” พร้อมกับรายชื่อสนับสนุน ๑๐,๓๓๙ รายชื่อ (เป็นชาย ๒,๓๐๒ คน เป็นหญิง ๘,๐๓๗ คน) โดยมี นางสุวิมล ภูมิสิงหราช เลขาธิการรัฐสภาเป็นผู้รับมอบ 

ทั้งนี้ แนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิงได้ร่วมกับมูลนิธิผู้หญิง โครงการสตรีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดอภิปรายในหัวข้อ ผัวเมียยุคปฏิรูป กับความเท่าเทียมที่จะถูกข่มขืน เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ที่คณนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วิทยากรที่ร่วมอภิปรายได้ให้มุมมองที่น่าสนใจ สรุปได้ดังนี้ 

อุษา เลิศศรีสันทัด-  จากมูลนิธิผู้หญิง หนึ่งในองค์กรสมาชิก กล่าวถึงการขับเคลื่อนรณรงค์รวบรวมรายชื่อแก้ไขม.๒๗๖ โดยแนวร่วมเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิง ซึ่งเริ่มมา ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๕ ซึ่งพบว่า ผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่ามีกฎหมายของไทยที่อนุญาตให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่มีความผิด และกล่าวถึงเหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องแก้ไขโดยตัดทิ้ง ซึ่งมิใช่ภรรยา 

อย่างแรกก็คือ จะช่วยส่งเสริมความความสัมพันธ์อันดีระหว่างภรรยาและสามี ซึ่งควรเคารพกันและให้ภรรยาร่วมตัดสินใจในการใช้ชีวิตรวมถึงเรื่องการร่วมหลับนอน เพราะการข่มขืนในคู่สมรสเป็นความรุนแรงต่างจากความสัมพันธ์ทางเพศฉันท์สามีภรรยา การแก้กฎหมายจะช่วยปรับทัศนคติว่า ผู้หญิงมิใช่สมบัติของสามี 

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ กฎหมายนี้ ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางรัฐบาลไทยอาจตกเป็นจำเลยได้ หากไม่แก้ไขกฎหมายนี้ เนื่องจาก คณะอนุกรรมการอนุสัญญาเรื่องผู้หญิง แห่งสหประชาชาติ ได้เสนอต่อรัฐบาลไทยให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อให้การข่มขืนในคู่สมรสเป็นความผิดทางอาญา 

 

ร.ศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ – จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ไม่เห็นด้วยกับร่างที่เสนอเข้าสู่สภาโดย รมต.ยุติธรรม แต่เห็นด้วยที่จะต้องแก้กฎหมายให้คุ้มครองผู้หญิงที่เป็นภรรยา โดยระบุว่า มีร่างแก้ไขของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนหน้านี้ ซึ่งคำนึงถึงสวัสิภาพของภรรยา โดยการเพิ่มมาตรา ๒๗๖ ทวิ ที่คุ้มครองภรรยา ในกรณีคู่สมรสที่ศาลมีคำสั่งให้แยกกันอยู่ กรณีที่สุขภาพของภรรยาไม่ดี และสามีติดเชื้อเฮชไอวีเอดส์ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าร่างดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาเทียบเคียงกับร่างของกระทรวงยุติธรรมด้วย

 ผศ.ดร.มาตาลักษณ์ ออรุ่งโรจน์ – จากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มองว่าการแก้ไข จากผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิง ให้เป็น ”ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเรา ผู้อื่น ซึ่งมิใช่สามีหรือภรรยา” แทนที่จะตัดเฉพาะ “ซึ่งมิใช่ภรรยาตน” ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและให้ความคุ้มครองบุคคลในกลุ่มอื่นๆ ด้วยนั้น ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ 

ทั้งนี้ในหลายประเทศ แนวทางกฎหมายส่วนใหญ่จะแยกการกระทำผิด "ข่มขืน" แยกจาก "การคุกคามทางเพศ" ซึ่งมีลักษณะการกระทำต่างกัน และการแก้ไขเป็น ซึ่งมิใช่สามีหรือภรรยาตน เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการของการออกกฎหมายที่จะต้องมีเป้าเพื่อสร้างความสมานฉันท์ และต้องคำนึงถึงการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขของทุกคนในครอบครัว ไม่ใช่ออกมาแล้วสร้างปัญหาในทางปฏิบัติ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นความเท่าเทียมที่บ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีของครอบครัว 

นัยนา สุภาพึ่ง – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ขอร้องให้นักกฎหมายคำนึงถึงมิติหญิงชายในการพิจารณาออกกฎหมายด้วย จะได้ไม่มองความเท่าเทียมแค่ตัวหนังสือ มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ซึ่งมีความสลับซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงจำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบและมีความเคารพในความเป็นมนุษย์ของทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาค และมองว่าร่าง มาตรา ๒๗๖ที่เสนอสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนี้ได้ขยายและส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงทางเพศในครอบครัวมากขึ้น จากแต่เดิมที่ยอมให้ข่มขืนภรรยาได้ มาเป็นภรรยาก็สามารถข่มขืนสามีได้เช่นกัน กลายเป็นความเสมอภาคที่บิดเบี้ยวไป สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของผู้ที่ออกกฎหมายว่ายังไม่มีความเข้าใจในปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

 กัญญา ศรีปราณ – หญิงที่ผ่านพ้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ได้เล่าถึงประสบการณ์ในอดีตที่ตนต้องจำยอมรับความเจ็บปวดทุกครั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของสามี เพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของภรรยาที่ดีที่ต้องยอมให้กับสามีกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งสามีไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของภรรยาและลูก บ่อยครั้งสามีกระทำต่อหน้าลูกเล็กๆ แม้ว่าตนจะขอร้องก็ตาม การอภิปรายได้จบลงแล้ว แต่ภารกิจรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นที่จะต้องตัด “ซึ่งมิใช่ภรรยาตน” ออกจากมาตรา๒๗๖ ยังคงต้องดำเนินต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยหวังว่าหลังจากที่ได้รับจดหมายแล้ว ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและยอมแก้ไขปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ เพื่อจะนำสังคมไปสู่ความเท่าเทียมที่แท้จริง  

One Response to “คัดค้าน ร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ รัฐต้องคุ้มครองการข่มขืนในคู่สมรส”

  • polopolong says:

    ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ เนื่องจากดิฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีความวิตกกังวลมากเกี่ยวกับปัญหาการข่มขืนที่นับวันจะน่ากลัวมากขึ้น อาจเป็นเพราะกฎหมายยังไม่น่ากลัว บางคนติดคุกเพราะคดีข่มขืน เดี๋ยวก็ออกมาทำอีก ดิฉันอยากให้ผู้ที่รู้กฎหมายช่วยกันร่างกฎหมายเกี่ยวกับคดีนี้โดยการยึดของกลางให้หมด   ไม่ให้เหลือไปใช้ข่มขืนคนอื่นอีก  บอกตามตรงเป็นห่วงเด็กผู้หญิงเดี๋ยวนี้มากค่ะ  ให้ที่มีความคิดเห็นตรงกับดิฉันก็ขอให้ช่วยผลักดันกฎหมายนี้ด้วยนะคะ

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
October 2017
M T W T F S S
« Aug    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031