Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

กับดักแห่งความเสมอภาค: ข้อสรุปที่ต้องทบทวนก่อนแก้ไขกฎหมายอาญา ม.๒๗๖

 

e0b981e0b899e0b8a7e0b8a3e0b988e0b8a7e0b8a1e0b8aae0b8b1e0b899e0b895e0b8b4e0b8a0e0b8b2e0b89e

ในปี พ.ศ.๒๕๔๕ แนวร่วมผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าของผู้หญิ (ซึ่งปัจจุบันได้รวมกับเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสันติภาพ และเปลี่ยนชื่อเป็น แนวร่วมผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ ) ประกอบด้วยเครือข่ายผู้หญิงชาวบ้านและองค์กรพัฒนาเอกชน ๓๙ องค์กร ได้ร่วมกันรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ซึ่งกฎหมายนี้บัญญัติว่า “ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาตน โดยขู่เข็ญด้วยประการใดใดโดยใช้ กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถ ขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท…….” 

จากบทบัญญัติในมาตรา ๒๗๖ นี้ได้สะท้อนแนวคิดว่า ผู้หญิงเป็นสมบัติของชายผู้เป็นสามี และสามีเป็นผู้มีสิทธิเหนือชีวิตและร่างกายของผู้หญิง รวมถึงการร่วมหลับนอนกับภริยาก็สามารถทำได้เสมอแม้ว่าภริยาจะไม่ยินยอมก็ตาม อีกทั้งยังละเลยสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและการตัดสินใจของผู้หญิงด้วย 

แนวร่วมผู้หญิง ฯ จึงเสนอให้ตัดคำว่า “ ซึ่งมิใช่ภริยาตน” เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอาญา และสอดคล้องกับบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ……จะกระทำมิได้ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๕๓ ที่ให้การคุ้มครองบุคคลจากการกระทำความรุนแรงในครอบครัวการรณรงค์ยังมีเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนให้เกิดค่านิยมใหม่ของสังคมที่ว่า ภรรยามิใช่สมบัติของสามี และให้เกิดการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยให้การลงนาม อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ( CEDAW ) 

ผลจากการรณรงค์ของแนวร่วมผู้หญิงฯ ดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมากโดยมีผู้ร่วมลงนามเห็นด้วยเป็นจำนวนถึง ๑๐,๓๓๙ คน เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๐ ความพยายามของทุกฝ่ายในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ เริ่มมีความคืบหน้ามากขึ้น เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ……แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ เรื่องการข่มขืนโดยให้การคุ้มครองขยายถึงเพศชาย และเพศทางเลือกที่หลากหลาย แต่การข่มขืนกระทำชำเราในคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าผู้กระทำเป็นสามีหรือภริยากระทำนั้น ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด ดังบทบัญญัติที่ว่า 

“ ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการใดใดโดยใช้ กำลังประทุษร้าย โดยหญิงอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถ ขัดขืนได้ หรือโดยทำให้หญิงเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท…..”

ต่อมาที่ประชุมได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างนี้อีกครั้ง ล่าสุดอนุกรรมาธิการด้านสตรี ฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีข้อสรุปแนวทางในการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖ แล้วและผ่านคณะกรรมาธิการ กลั่นกรองกฎหมายของ สนช.แล้วซึ่งจะนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติต่อไป โดยอนุกรรมาธิการด้านสตรี ฯ เสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ดังนี้ 

ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดใด โดยใช้ กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่แปดพันบาทถึงสี่หมื่นบาท การกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้ถูกกระทำโดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำสอดเข้าไปในอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น และการใช้สิ่งอื่นใดสอดเข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น ( วรรคสองนี้เพิ่มเติมทั้งวรรค ไม่มีในกฎหมายเดิม) 

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธอื่น หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือกระทำกับชายในลักษณะเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำความผิดระหว่างคู่สมรส และคู่สมรสนั้นประสงค์จะอยู่กินกันฉันสามีภริยา ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติแทนการลงโทษก็ได้ ( วรรคสี่นี้เพิ่มเติมทั้งวรรค ไม่มีในกฎหมายเดิม) 

เหตุผลที่อนุกรรมาธิการด้านสตรีบัญญัติให้แก้ไขในลักษณะดังกล่าวนี้ เพื่อให้การข่มขืนกระทำชำเราผู้ใดก็ตามถือว่าเป็นความผิด และเพื่อให้ผู้ถูกกระทำทุกฝ่ายทั้งหญิง ชาย หรือกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับการคุ้มครองอย่างถ้วนหน้า ผู้เขียนในฐานะองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่หญิงที่ประสบปัญหา มีความคิดเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายอาญามาตราว่าด้วยความผิดทางเพศ ( ซึ่งมิใช่เพียง กฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ) นั้นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน 

ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงเรื่องเพศสภาพ หรือมิติความสัมพันธ์หญิงชาย และการปฏิบัติเพื่อบังคับใช้กฎหมายควบคู่กันไป การแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ ผู้ใดข่มขืนผู้อื่น… จึงมีข้อห่วงใยที่ควรคำนึง เนื่องจากจุดประสงค์เริ่มต้นของการเสนอปรับเปลี่ยนมาตรานี้ เริ่มตั้งแต่ที่มูลนิธิผู้หญิงจัดตั้งบ้านพักสำหรับผู้หญิงที่ถูกสามีทุบตีในปี พ.ศ.๒๕๒๙ ต้องการให้กฎหมายคุ้มครองผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด การข่มขืนภรรยาถือว่าเป็นความรุนแรงทางเพศที่ผู้หญิงตีตราสมรสไม่สามารถต่อสู้ในช่องทางของกฎหมายใด 

นักกฎหมายอาวุโสท่านหนึ่งที่คัดค้านการแก้ไขมาตรา ๒๗๖ในขณะนั้น ให้ความคิดเห็นทางสื่อมวลชนว่า “ข่มขืนเมียไม่ได้แล้วจะให้ไปข่มขืนใคร” ดังนั้นการแก้ไข มาตรา ๒๗๖ ตามร่างของรัฐบาล เท่ากับไม่ได้ให้การคุ้มครองภรรยาให้พ้นจากการบังคับหลับนอนของสามีและเป็นการตีความ ความเสมอภาค มิติหญิงชายที่ผิดเพี้ยนไป ทำให้เป็นเรื่องน่าขันทางกฎหมาย ที่เปิดโอกาสเท่าเทียมให้หญิงที่เป็นภรรยาข่มขืนสามีได้ อย่าลืมว่า ส่วนใหญ่ผู้เสียหายที่ถูกข่มขืนกระทำชำเรานั้น เป็นเพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นหญิงอื่นหรือหญิงที่เป็นภรยา ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังคงเป็นสังคมปิตาธิปไตย หญิงที่เป็นผู้เสียหายต้องประสบอุปสรรคหลายประการในการเข้าถึงความเป็นธรรม ทั้งความอับอายซึ่งทำให้ผู้หญิงไม่กล้าแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว ยังประสบปัญหาจากการหาหลักฐาน นอกจากนี้ชายผู้กระทำผิดมักจะใช้อิทธิพลหรืออำนาจทางการเงินทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีโดยเข้าข้างผู้กระทำผิด และสำนวนคดีอ่อน จนไม่สามารถเอาผิดได้ในชั้นศาล 

ดังนั้นหากกฎหมายเปิดช่องโหว่เช่นนี้ ถ้าผู้ชายข่มขืนผู้หญิงแล้ว ผู้ชายรีบเข้าแจ้งความก่อนว่าถูกผู้หญิงข่มขืน จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าใครข่มขืนใคร ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสทำให้หญิงที่เป็นผู้เสียหายเสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะหากผู้ชายอ้างว่า ผู้เสียหายเป็นผู้มีฐานะด้อยกว่าทางด้านเศรษฐกิจ และต้องการยกระดับฐานะโดยการข่มขืนผู้ชาย 

 

ดังนั้นโอกาสในการกดดันให้หญิงผู้ถูกกระทำยอมความจึงเป็นไปได้สูงมาก และยังไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่า หากแก้ไขกฎหมายแล้วหญิงที่ถูกข่มขืน จะได้รับความเป็นธรรม ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอในการแก้ไขกฎหมายอาญาว่าด้วยความผิดทางเพศ ดังนี้ 

๑. เพื่อให้คุ้มครองคนทุกกลุ่มจากกระทำความรุนแรงทางเพศทุกรูปแบบ  ดังนั้นจึง นิยาม “ ความรุนแรงทางเพศ” ซึ่งมีความแตกต่างจากการข่มขืนกระทำชำเรา และควรบัญญัติมาตราใหม่เพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญาว่า ผู้ใดกระทำความรุนแรงทางเพศต่อผู้อื่น …..การบัญญัติในลักษณะเช่นนี้ก็จะทำให้เพศชาย หรือกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายด้วย และกำหนดบทลงโทษให้มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในกรณีที่ผู้ถูกกระทำได้รับผลกระทบที่รุนแรง หรือเป็นเหตุฉกรรจ์ ให้มีบทลงโทษหนักเท่ากับการกระทำความผิดฐานข่มขืนก็ได้ (งานของ อาจารย์มาตาลักษณ์ ออรุ่งโรจน์ ได้ศึกษาวิจัย การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในเรื่อง ความผิดทางเพศไว้อย่างชัดเจน ) 

๒. ในขณะที่ยังไม่มีการบัญญัติเพิ่มเติม ความผิดฐาน “ ความรุนแรงทางเพศ” ในประมวลกฎหมายอาญา ให้คงมาตรา ๒๗๖ เดิมโดยตัดทิ้งเฉพาะคำว่า ซึ่งมิใช่ภรรยาตน เพื่อให้เกิดการคุ้มครองหญิงที่เป็นภรรยา และอุดช่องว่างการที่ผู้หญิงจะถูกแจ้งความจากชายผู้ล่วงละเมิด บทสรุปของการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ และการบัญญัติความผิดเรื่องความรุนแรงทางเพศนั้นควรต้องใช้ความละเอียดอ่อน และทบทวนถึงผลกระทบที่ จะตามมาให้รอบด้าน การยืนยันในหลักการเรื่องความเสมอภาคเท่าเทียมกันนั้น เป็นสิ่งที่ดีแต่ก็ต้องสร้างหลักประกันเพื่อมิให้กลุ่มใดได้รับผลกระทบหรือตกเป็นผู้เสียเปรียบ ซึ่งหากมีผู้ได้รับผลกระทบนั้น ก็เท่ากับว่าเราได้ผลักดันให้คนกลุ่มหนึ่งตกลงในกับดักของคำว่า ความเสมอภาคเท่าเทียม และบุคคลกลุ่มนั่นก็คือผู้หญิงซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ และเป็นผู้ที่เสียเปรียบในสังคมไทยมาตราบเท่านานจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิผู้หญิง

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
October 2017
M T W T F S S
« Aug    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031