Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

พันธกิจของรัฐต่ออนุสัญญาว่าด้วยเรื่องผู้หญิงกับร่างกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงฯ

t2

ปัจจุบันปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหาวิกฤตที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนพยายามป้องกันแก้ไขปัญหา โดยเมื่อไม่นานมานี้ (๔ เมษายน ๒๕๕๐) รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการ และส่งมอบให้คณะกรรมาธิการ เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส พิจารณาเพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติอีกครั้ง

แนวร่วมผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้า และ สันติภาพร่วมกับสมาคมติดตามการพัฒนาสตรีแห่งประเทศไทย จึงได้จัดงานแถลงข่าว เรื่อง “พันธกิจของรัฐต่ออนุสัญญาว่าด้วยเรื่องผู้หญิงกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” ณ โรงแรมเวียงใต้ กรุงเทพ เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายนที่ผ่านมา เพื่อเผยแพร่ข้อเสนอแนะของกลุ่ม องค์กรผู้หญิง ต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว อีกทั้งการที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ( CEDAW ) หรือเรียกว่า อนุสัญญาผู้หญิง จึงมีพันธกิจในการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ตลอดจนข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอนุสัญญาฯ 

 

คุณอุษา เลิศศรีสันทัด –  ผู้อำนวยการโครงการ มูลนิธิผู้หญิง กล่าวถึง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการในอนุสัญญาฯ ต่อประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๙ ซึ่งเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและนโยบายในหลายด้าน รวมถึงข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะข้อกังวลว่าร่างกฎหมายนี้จะเน้นเรื่องการไกล่เกลี่ยมาก จนอาจจะกระทบต่อสิทธิผู้หญิง และเสนอแนะให้มีโทษสูงสุดไม่ต่ำกว่ากฎหมายอาญาว่าด้วยการทำร้ายร่างกาย 

จากการรวบรวมความคิดเห็นของแนวร่วมผู้หญิงฯ กลุ่มผู้หญิง พิจารณาเห็นว่า กฎหมายนี้มองเรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นความขัดแย้งธรรมดา จึงเน้นกระบวนการไกล่เกลี่ย ประนีประนอมซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่สำหรับผู้หญิงบางคนไม่สามารถใช้การไกล่เกลี่ย เนื่องจากอดทนต่อปัญหามาเป็นเวลานาน กฎหมายนี้จึงควรเปิดช่องทางหลายทางเลือกในการแก้ไขปัญหา รวมถึงให้จัดสวัสดิการสำหรับผู้หญิงที่ประสบปัญหาอย่างพอเพียง ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดโทษ 6 เดือน แต่เนื่องจากการกระทำความรุนแรงนั้น ผู้ถูกกระทำจำนวนมากมิได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ถูกซ้อมอย่างรุนแรง จนร่างกายและอวัยวะภายในบอบช้ำ จนถึงขั้นสูญเสียชีวิต 

ในขณะที่คดีอาญาโดยทั่วไปมีมาตรการลงโทษสูงสุด 2 ปี เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วจึงเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่เลือกปฏิบัติ เพราะการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในครอบครัวมีโทษเบากว่าโทษที่เกิดขึ้นภายนอก ข้อสำคัญคำนิยาม “ ความรุนแรงในครอบครัว” ที่ระบุอยู่ในร่างกฎหมายนี้ระบุแต่ว่าเป็นความรุนแรงที่กระทำทางกายและจิตใจ ยังไม่รวมความรุนแรงทางเพศ ในขณะที่เราพบว่าผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรงทางเพศนี้มีจำนวนมาก ซึ่งทางคณะกรรมการ CEDAW ก็ได้เสนอแนะให้รัฐบาลใช้คำจำกัดความที่เป็นสากล ที่ครอบคลุมความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งทางร่ายกาย จิตใจ ทางเพศ และให้การข่มขืนในคู่สมรสเป้นความผิดทางอาญา

 

คุณอารีวรรณ จตุทอง-  ในฐานะผู้ผ่านพ้นประสบการณ์ความรุนแรง มีความคิดเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวไม่รู้จะคุ้มครองใครกันแน่ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้ถูกกระทำ เรียกร้องให้ผู้พิจารณากฎหมายมองไปถึงจิตใจของผู้ที่ถูกกระทำบ้าง ผู้หญิงบางคนถูกกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถามว่าใจเขายังต้องการที่จะกลับไปหาสามีอีกหรือไม่ เมื่อใดก็ตามที่คนคนหนึ่งถูกคนที่ตนเองรักกระทำความรุนแรงแบบนี้ซ้ำๆ ก็คงจะหมดซึ่งความรักแล้ว 

ดังนั้นคงต้องย้อนมาดูว่าระบบไกล่เกลี่ยจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้จริงหรือโดยส่วนตัวแล้วอยากให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้เสมือนประตูให้ผู้หญิงที่ถูกกระทำได้มีสิทธิเลือกว่าอยากเดินผ่านประตูนี้ไปหรือไม่ ต้องถามใจเขาด้วยว่าอยากใช้ พรบ.นี้หรือเปล่า บางกรณีที่ผู้หญิงโดนกระทำหนักหนาสาหัส ผู้หญิงอยากจะเลิกแต่ผู้ชายไม่ยอมเลิก พอถึงเวลาที่ผู้หญิงทนไม่ไหวก็ไปแจ้งความเรื่องถึงผู้พิพากษาแล้วคดีก็ไม่จบต้องมีการไกล่เกลี่ยยอมความกัน เพราะประการหนึ่งคือไม่อยากให้เป็นการกระทบกระเทือนสถาบันครอบครัว ไหนจะลูกที่ต้องมีพ่อดูแล ถ้าพ่อติดคุกครอบครัวจะเป็นอย่างไร จนแล้วจนรอดผู้หญิงก็ถูกกระทำความรุนแรงแบบนี้ซ้ำๆ อย่างที่ประเทศสหรัฐเขามีการกำหนดข้อกฎหมายอย่างชัดเจนเลยว่า ห้ามผู้ชายเข้าใกล้ผู้หญิงในระยะกี่เมตร ถ้าผู้เสียหายร้องทุกข์ก็จะมีบทลงโทษในทันที 

 

คุณศิริพร สะโครบาเนค –  ประธานมูลนิธิผู้หญิง เน้นต่อที่ประชุมว่า รัฐมีพันธกิจต้องรับผิดชอบชีวิตของประชาชนทุกคน ให้มีชีวิตอยู่อย่างปราศจากความหวาดกลัว ความยากแค้น ซึ่งความรุนแรงในครอบครัวก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากความหวาดกลัว 

ตอนที่มูลนิธิผู้หญิงเปิดบ้านพัก ผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรงต้องหอบลูกออกจากบ้าน แต่คนที่สร้างความรุนแรงกลับอยู่ในบ้านอย่างสบาย ผู้หญิงที่ออกจากบ้านยังต้องแบกรับภาระที่ตามมาหลายอย่าง เรื่องการศึกษาของลูก เด็กจะไปเรียนโรงเรียนเดิมก็ไม่ได้ เพราะว่าพ่อจะไปดักคอยอยู่ เรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิต ในขณะที่บางประเทศกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว บัญญัติให้ผู้ที่สร้างความรุนแรงต้องออกไปนอกครอบครัว 

เมื่อศึกษาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวฉบับนี้ พบว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการที่จะรักษาสถาบันครอบครัวเอาไว้ จึงพยายามใช้วิธีการปรองดอง ไกล่เกลี่ย โดยไม่ที่คำนึงว่าจะสร้างปัญหาให้เกิดมากขึ้นหรือไม่ ทั้งยังขาดหลักประกันอย่างอื่นที่ทำให้ชีวิตผู้หญิงหรือคนที่ถูกกระทำไม่ปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กถ้าครอบครัวไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ยังสามารถหาผู้ปกครองทดแทนให้กับเด็กได้ แต่ในขณะผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ที่ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว กลับต้องอดทนเพื่อดำรงสถานะของครอบครัวเอาไว้ เมื่อดูบทลงโทษมันเป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัว ระดับของความรุนแรงน้อยกว่าความรุนแรงที่เกิดที่อื่น บทลงโทษเพียงแค่ 6 เดือน แต่ในกฎหมายอาญา 295 กำหนดบทลงโทษ 2 ปี ทั้งที่เวลาผู้ชายไปตบหญิงที่เป็นภรรยาหรือคนอื่น ความเจ็บปวดมันก็เท่ากัน แต่เป็นเพราะความเป็นภรรยา บทลงโทษจึงน้อยกว่าการที่ไปตบคนอื่น คนอื่นจึงได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่า บทบัญญัติลงโทษ ใน CEDAW เองก็มีการพูดคุยด้วยว่าต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวที่เกิดกับภรรยามีบทลงโทษที่น้อยกว่า 

และสำหรับผู้หญิงที่ต้องการจะเลิกรา บทลงโทษ 6 เดือน ระยะเวลาก็สั้นนิดเดียว หลังจากที่ออกมาแล้วก็กังวลอีกว่าชีวิตเราจะปลอดภัยหรือเปล่า ในเรื่องของกระบวนการแทรกแซง พระราชบัญญัตินี้ไปอิงกับกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก จึงเห็นกระบวนการสหวิชาชีพมารุมมาตุ้มกันเต็มหมดเลย โดยที่ไม่ได้ดูว่ากระบวนการที่ให้ความช่วยเหลือเด็กกับผู้ใหญ่มีความแตกต่างกัน บางครั้งสหวิชาชีพก็ทำให้เกิดปัญหาได้เช่นกัน 

อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นด้วยว่า ควรที่จะมีองค์การ หน่วยงานที่ให้คำแนะนำแก่ผู้หญิงที่ประสบปัญหาความรุนแรง อีกประเด็นก็คือร่างพระราชบัญญัตินี้ ใช้คำว่าคู่สมรส เพราะฉะนั้นผู้ชายก็มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองด้วยซึ่งอาจจะต้องเป็นวิวาทะอีกว่า การถูกกดขี่ ถูกกระทำความรุนแรงมันเกิดขึ้นกับใคร แต่เท่าที่เห็นมักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้ชายถูกภรรยาทุบตี มีแต่ว่าเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ผู้ชายที่กระทำก็ต้องได้รับการบำบัดด้วยว่าสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเองได้อย่างไร ให้เขาป้องกันตนเองไม่ทำร้ายผู้หญิง

 และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือกลไกในการติดตามการปฏิบัติงาน ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ผู้ดูแลติดตามเป็นกระทรวง และให้กระทรวงแต่งตั้งกรรมการ ซึ่งก็มีประสบการณ์จากพระราชบัญญัติเรื่องป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ที่มีการแต่งตั้งหน่วยงานและคณะกรรมการติดตามดูแล ขณะนั้นคือ กรมประชาสงเคราะห์ แต่ก็ไม่เป็นผล ปัญหาสำคัญนี้ จะต้องมีคณะกรรมการระดับชาติ ควรระบุมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง เหมือนกับในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก คณะกรรมการควรมีภาระหน้าที่อย่างไร ประเด็นเหล่านี้ดิฉันคิดว่าต้องมีการขับเคลื่อนต่อไป เพื่อที่จะให้กฎหมายนี้ใช้ประโยชน์ได้จริง และผู้หญิงได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
December 2017
M T W T F S S
« Aug    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031