Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

24ปี”มูลนิธิผู้หญิง” ภารกิจสตรีไม่สิ้นสุด (ค้ามนุษย์)

bth_24ทำงานอย่างต่อเนื่องมา 24 ปี มูลนิธิผู้หญิงจัดงาน "24 ปี มูลนิธิผู้หญิงกับการเดินทางที่ยังไม่สิ้นสุด" เพื่อทบทวนผลงานที่ผ่านมาและภารกิจที่ต้องสานต่อไป

งานจัดที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า มีกิจกรรมมากมาย เช่น การเสวนา การจัดนิทรรศการศิลปะผลงานศิลปินหญิง การฉายภาพยนตร์ "อำแดงเหมือนกับนายริด" ที่สะท้อนการต่อสู้ของผู้หญิงในอดีต

นางศิริพร สะโครบาเน็ค ประธานมูลนิธิผู้หญิง กล่าวเปิดงานว่า 24 ปีที่ผ่านมา การทำงานกับผู้หญิงของไทยนั้นยาก เพราะยังมีปัญหาในเรื่องของทัศนคติ เหมือนว่าผู้หญิงไทยนั้นทันสมัย แต่จริงๆ แล้วยังยึดติดมากในความแบบเก่าๆ แบบดั้งเดิม ซึ่งการทำงานเรื่องผู้หญิงจะต้องออกมาจากกรอบเดิม จะต้องพัฒนาทั้งระบบ ทั้งโครงสร้าง ความคิด ความเชื่อ จึงทำให้งานของมูลนิธิเป็นเรื่องลำบาก

ในการแก้ไขปัญหาสามีทุบตีภรรยา ทางมูลนิธิจะต้องผ่านหลายด่าน เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าภรรยาเป็นสมบัติของสามี กฎหมายที่ไม่เอื้อให้ภรรยาทำอะไรได้ รวมถึงคนที่บังคับใช้กฎหมายก็ไม่ได้มีมิติในเรื่องนี้ ความทุกข์ยากจึงเกิดแก่ตัวผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีความสำเร็จในเชิงรูปแบบ เช่น การเปลี่ยนแก้กฎหมายมาตรา 276 ในพ.ร.บ.ป้องกันความรุนแรงในครอบครัว จากเดิมที่ผู้ชายข่มขืนภรรยาของตนเองไม่ผิด ต่อไปก็คือว่า จะทำอย่างไรที่จะทำให้กฎหมายนั้นมีการประพฤติปฏิบัติอย่างแท้จริง

"ปัญหาของผู้หญิงที่มูลนิธิพบในปัจจุบัน ไม่ได้น้อยลงเลย และทางมูลนิธิผู้หญิง ก็จะทำงานอย่างต่อเนื่องตราบใดที่ผู้หญิงยังถูกละเมิดสิทธิ์ ศักดิ์ความเป็นผู้หญิง อย่างในรัฐธรรมนูญก็มีบอกไว้ว่าผู้หญิงผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน แต่ตราบใดที่วลีนี้ยังไม่ได้เกิดผลอย่างแท้จริง จึงจะต้องเป็นงานและเป็นโจทย์ของมูลนิธิต่อไป ถึงแม้ว่าปัจจุบันมูลนิธิมีอาสาสมัครที่เพิ่มมากขึ้น และหลากหลายสาขาอาชีพ แต่ว่ายังไม่เพียงพอต่อการเข้าช่วยเหลือ จริงๆ แล้วคิดว่าทางอบต.จะต้องเป็นผู้ที่มีบทบาท เพราะเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องดูแล ผู้หญิง เด็ก และคนด้อยโอกาส โดยที่ผ่านมาบางแห่งเท่านั้นที่ให้ความร่วมมือ" นางศิริพรกล่าว 

……………………………………………………

bth124

สำหรับการเสวนาในช่วงบ่าย เป็นเรื่อง "หญิงย้ายถิ่น:วีรสตรียุคโลกาภิวัตน์" เชิญหญิงที่ถูกล่อลวงไปค้ามนุษย์ที่ต่างประเทศมาเล่าประสบการณ์เป็นอุทาหรณ์

ผู้หญิงคนแรก เล่าว่า คนในหมู่บ้านเดียวกันชักชวนไปทำงานที่ญี่ปุ่น บอกว่าจะได้เงินดี มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ แต่เมื่อไปถึงโดนบังคับให้ขายตัว ทั้งๆ ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน จึงตั้งใจไว้ว่าถ้ากลับประเทศไทยได้ จะต้องทำเรื่องฟ้องร้องทันที จึงทำงานเก็บเงินเพื่อไถ่ตัวเอง รวมถึงมีคนช่วยเหลือจึงกลับไทยมาได้

แต่เมื่อกลับยังบ้านเกิด แค่เดินเข้าหมู่บ้านก็โดนชาวบ้านดูถูก ว่าไปแล้วทำไมถึงไม่มีเงินกลับมา บอกใครก็ไม่มีใครเชื่อว่า คนในหมู่บ้านเรานี่เองที่พาไปขายตัว ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทราบว่ามีหน่วยงานหรือมูลนิธิผู้หญิงอยู่ เมื่อกลับมาจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งโชคดีมากที่ตำรวจท่านนั้นไม่สนใจการยัดเงินของคู่กรณี บอกว่า "เงินไม่สามารถซื้อความเป็นคนได้" เรื่องจึงดำเนินการต่อไปถึงขั้นของศาล 

ตอนนั้นเครียดมาก เพราะคิดว่าตัวเองต่อสู้โดยลำพัง แต่ต่อมาได้เจอมูลนิธิผู้หญิง และมูลนิธิต่างๆ ทำให้รับทราบว่ายังมีผู้หญิงอีกมากที่ประสบปัญหาคล้ายๆ กัน ถึงตอนนี้ได้สู้คดีมาถึง 8 ปี ในด้านอาญา ผู้กระทำผิดได้รับโทษ แต่ในด้านของคดีแพ่งนั้นยังต้องรอคำพิพากษาต่อไป

"ดิฉันคิดว่ายังมีคนอื่นอีกมากมาย ที่โดนกระทำเช่นนี้ เพราะมีผู้หญิงจำนวนมากอยากที่จะไปทำงานที่ต่างประเทศเพราะคิดว่าได้เงินจำนวนมาก จึงตัดสินใจเป็นอาสาสมัคร โดยเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนเองมาเป็นกระบอกเสียงต่อๆ กับผู้ที่ประสบปัญหา พร้อมๆ กับการเรียนรู้หลายอย่างจากการเป็นอาสาสมัคร โดยเฉพาะการเข้าถึงความรู้สึกผู้อื่น และหากใครที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศก็ขอให้ตรวจสอบให้ดี"

สตรีท่านนี้กล่าวด้วยว่า อยากให้มีกองทุนเพื่อช่วยเหลือหญิงที่กลับมาจากต่างประเทศ รองรับผู้เสียหาย เพราะบางคนโดนหลอกให้เอาที่ดินไปจำนองก่อนไป ทำให้เมื่อกลับมาไม่มีเงิน บางคนไปแล้วต้องกลับไปอีก เพราะว่าจะต้องการเงินมาใช้หนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจะไป

…………………………………..

 ด้านหญิงคนที่สอง ถูกหลอกไปทำงานที่ประเทศอิตาลี ไม่ว่าทำงานเท่าไหร่ ก็มีคนเก็บเงินไปจนหมด เมื่อกลับมาชาวบ้านก็ถามว่าทำไมไม่รวย คนในชุมชนรังเกียจ เพราะคิดว่าเราเป็นโรคที่ร้ายแรง โรคที่สังคมรังเกียจ แม้แต่พระยังไม่ให้ใส่บาตร

เมื่อมีโอกาสกลับมาด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่อิตาลี จึงฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ผ่านไปเกือบ 3 ปี ขณะนี้ยังจะต้องขึ้นศาลอยู่เรื่อยๆ และรู้สึกเครียดมากถึงขั้นนอนไม่หลับ เมื่อได้เจอกับมูลนิธิรู้สึกดีใจมาก และอยากให้คดีจบๆ ไป เพื่อให้คนมีความเข้าใจเรา

ส่วนหญิงคนที่สาม ถูกหลอกไปทำงานที่อิตาลีเหมือนกัน แต่คนที่มาหลอกเป็นพี่สาวของสามี ที่ไว้วางใจกันมาก พี่สาวสามีได้ไปทำงานที่อิตาลีเพียง 3 ปี กลับมาร่ำรวยมาก กลายเป็นคนที่มีคนนับหน้าถือตา ใครๆ ก็รู้จัก

แต่เมื่อตนเดินทางไปถึงอิตาลี พี่สามีกลับกลายเป็นคนละคน เรียกได้ว่าหน้ามือเป็นหลังมือ เอาซิมโทรศัพท์ออก และห้ามบอกใครว่าเป็นญาติกัน จะต้องหน้าเนื้อใจเสือถึงจะอยู่ด้วยกันได้

ช่วงที่อยู่อิตาลี ถูกกักขัง เมื่อไม่ยอมทำงาน เขาก็ไม่ให้ข้าวกิน อดได้เพียง 1 อาทิตย์จึงต้องทำใจทำงาน พอได้มีโอกาสกลับมาไทย สามีไปรับและได้บอกกับสามีว่าจะต้องแจ้งความเอาความให้ได้ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ก็ตาม ซึ่งสามีก็ไม่ได้ว่าอย่างไร แต่พอเรื่องการฟ้องร้องมีระยะเวลานาน จึงโดนสามีว่าใส่ร้ายพี่สาว อีกทั้งพี่สาวสามียังเดินทางเข้าออกประเทศ พาคนไปอิตาลีได้อย่างปกติ ทำให้ไม่เข้าใจกัน

หญิงรายนี้จึงหวังเอาไว้ว่าเมื่อคดีเสร็จสิ้น ทุกคนคงจะเข้าใจ 

 

ที่มา : ข่าวสด วันที่ 11 พ.ย. 2551

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
May 2018
M T W T F S S
« Aug    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031