Unlimited Web HostingFree Wordpress ThemesDeposit Poker

‘ผู้หญิง’เสนอตัวดับไฟใต้ วอนรัฐใส่ใจมุมวัฒนธรรม

 

e0b894e0b8b1e0b89ae0b984e0b89fe0b983e0b895e0b9891

สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายเกิดผลกระทบไปยังผู้คนแทบทุกกลุ่ม ทั้งตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร ครู นักเรียน ชาวบ้าน ฯลฯ โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่เป็นคนสำคัญของครอบครัว เนื่องจากผู้หญิงจำนวนมากในพื้นที่ต้องเป็นหม้ายเนื่องจากสามีเสียชีวิต และต้องผจญกับชะตากรรมที่ต้องดูแลครอบครัวเพียงลำพัง นอกจากนี้ยังมีอีกจำนวนมากที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเอง

 มูลนิธิอ๊อกแฟมร่วมกับเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และองค์กรภาคีเครือข่ายจัดเสวนา “สิทธิและบทบาทในกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้” เพื่อยื่นข้อเสนอหลักในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ โดยพัฒนาระบบกลไกให้เปิดโอกาสกับผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม ในการแก้ไขปัญหาในทุกระดับ มียุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ พร้อมงบประมาณสนับสนุนที่ชัดเจน

e0b894e0b8b1e0b89ae0b984e0b89fe0b983e0b895e0b9892

ผู้หญิงชายแดนใต้ มือประสานลดความรุนแรง

นางโซรยา จามจุรี หัวหน้าโครงการผู้หญิงภาคประชาสังคม และผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่เกิดมาตั้งแต่ปี 2547 ในเวทีเสวนาสิทธิและบทบาทในกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ ว่า ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 5,000 คน บาดเจ็บกว่า 9,000 คน มีผู้ถูกควบคุมตัวไปกว่า 5,000 คน มีหญิงหม้ายกว่า 3,000 คน เด็กกำพร้ากว่า 5,000 คน และระยะหลังยังพบว่า ผู้บริสุทธิ์รวมทั้งผู้หญิงและเด็กกลายเป็นเหยื่อโดยตรง เมื่อมีการใช้วัตถุระเบิดในการก่อเหตุเพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์โดนลูกหลง

 นอกจากผลกระทบที่เป็นความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ คุณภาพชีวิตและการพัฒนาในพื้นที่ เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมฯ ทำให้เกิดการรวมตัวกันขึ้น เพื่อต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในชายแดนใต้ รวมทั้งได้สร้างเครือข่ายให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ โดยรวมตัวกันตั้งแต่ก่อนที่จะมีระบบการเยียวยาจากภาครัฐ ดำเนินการในรูปแบบการสงเคราะห์ช่วยเหลือ มีการจัดตั้งกองทุนการศึกษาให้กับเด็กก่อนที่รัฐจะเข้ามาช่วยเหลือ มีการตั้งกลุ่มบำบัดของผู้ได้รับกระทบ จากนั้นเมื่อเข็มแข็งมากขึ้นก็พัฒนาไปสู่การเยียวยาช่วยเหลือกันเอง ปกป้องสิทธิผู้ได้รับผลกระทบ และนำมาสู่การพัฒนาแกนนำสตรีที่มีความเข้มแข็ง พัฒนาบทบาทของการเป็นคนกลางในการเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน ซึ่งทำให้ผู้หญิงเป็นคนกลางคลี่คลายความขัดแย้งได้เป็นอย่างดี จึงขอเรียกร้องต่อทุกภาคส่วน เปิดโอกาสให้ผู้หญิง เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสันติภาพเพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันผู้หญิงไม่ใช่เหยื่อที่รอการเยียวยา แต่ยังสามารถทำอะไรได้มาก ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

  “ขณะนี้เรามีเครือข่ายผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องผ่านการสื่อสารสาธารณะ และการรณรงค์ เพื่อให้ยุติการใช้ความรุนแรง รวมทั้งความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ต้องให้ผู้หญิงเข้าไปอยู่ในกลไกการแก้ปัญหา และการสร้างสันติภาพทั้งในระดับพื้นที่ และระดับชาติที่มีอยู่ ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสม โดยเฉพาะในระดับของการตัดสินใจ รวมทั้งต้องสนับสนุนและพัฒนาให้เป็นกลไกที่มีความเข้มแข็ง สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ผู้หญิงในพื้นที่จัดทำแผนและยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของสตรีเพื่อสร้างสันติภาพที่ชัดเจน รวมถึงการจัดทำแผนปฏิบัติการ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ให้เกิดการขับเคลื่อนได้จริงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง  โดยให้มีการทำงานที่สอดประสานกันทั้งในระดับพื้นที่และระดับชาติ”

นอกจากนี้หัวหน้าโครงการผู้หญิงภาคประชาสังคม ยังได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านสตรีกับการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงปลอดภัย ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ทั้งหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันการศึกษา UN WOMEN ภาคประชาสังคม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีอนุกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเป็นกลไกระดับชาติ ที่ควรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนให้สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญต้องมีการเชื่อมโยงกับกลไกในระดับพื้นที่ด้วย โดยเฉพาะตามแผนแม่บทการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ปี 2555-2557 ในเรื่องการรักษาความปลอดภัย ที่จำเป็นที่สุดจะต้องมีการวางแผนร่วมกัน และต้องอยู่บทพื้นฐานการมีส่วนร่วมของชุมชน

ขอสัดส่วนผู้หญิงเป็นผู้บริหารท้องถิ่น

ด้าน นางเรืองรวี พิชัยกุล ผู้ประสานงานอาวุโสมูลนิธิเอเชีย กล่าวว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างในชายแดนใต้ ที่ไม่มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง มีการคอร์รัปชั่น การกดขี่ข่มเหง การเลือกปฏิบัติ ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ขาดธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่สำคัญมากไม่แพ้เรื่องการแบ่งแยกดินแดน ดังนั้นรัฐบาลจะต้องกระจายอำนาจการบริหารชายแดนใต้ให้ชุมชน โดยเฉพาะผู้หญิงมีส่วนร่วม รัฐจะต้องกระตุ้นและสร้างโอกาสให้ผู้หญิง เข้ามามีส่วนร่วมในทางการบริหารท้องถิ่นให้มากขึ้น อาจพิจารณาใช้รูปแบบมาตรการพิเศษ เช่น มีการกำหนดให้ตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้หญิงครึ่งหนึ่ง ทำให้เกิดมุมมองที่ความสมดุลย์ระหว่างหญิง-ชาย คณะกรรมการต่าง ๆ ควรจัดที่นั่งให้ผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งในสาม และให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมเรื่องการรักษาความปลอดภัยด้วย

 ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรจะให้ความสำคัญประเด็นวัฒนธรรมการแต่งกาย เช่น การไม่อนุญาตให้คลุมฮิญาบในการปฏิบัติหน้าที่บางตำแหน่ง เช่น ทหาร ตำรวจ ทำให้ผู้หญิงชายแดนใต้ที่นับถือศาสนาอิสลามหลายคน พลาดโอกาสในการรับใช้ประชาชนในการที่จะประกอบอาชีพเหล่านี้ เนื่องจากมีปัญหาดังกล่าว

ในส่วนการแก้ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว ส่วนมากจะอยู่ในความรับผิดชอบของผู้นำทางศาสนาซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงที่ได้รับความรุนแรง ไม่ว่าจากครอบครัวหรือจากการถูกละเมิดทางเพศเกิดความลำบากใจในการที่จะบอกเล่าเรื่องราวที่แท้จริง ดังนั้น กลไกทั้งของรัฐและศาสนาต้องมีช่องทางพิเศษ หรือหน่วยงานพิเศษที่เอื้อและเป็นมิตรให้ผู้หญิงเข้าถึงการบริการ หรือขอคำปรึกษา จึงจำเป็นต้องจัดให้มีขึ้น

 “รวมทั้งขอเรียกร้องให้คู่ความขัดแย้งที่ใช้กำลัง เคารพกฎการปะทะสากล ที่ห้ามการใช้อาวุธกับผู้หญิงและเด็กเด็ดขาด นอกจากนี้นโยบายเรื่องความปลอดภัยควรปรึกษาสอบถามคนในชุมชนว่า ต้องการรูปแบบการรักษาความปลอดภัยลักษณะใด ส่วนใหญ่ชุมชนอยากมีส่วนในการจัดการความปลอดภัยร่วมกับเจ้าหน้าที่มากกว่าเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียว เหมือนที่ผ่านมา”

อย่างไรก็ตาม ผู้ประสานงานมูลนิธิเอเชียในฐานะผู้ที่ลงไปทำงานในพื้นที่ได้เสนอว่า ควรจะมีการทำงานประเด็นเรื่องผู้หญิงกับผู้นำทางศาสนาอิสลาม เพื่อให้ผู้นำทางศาสนาเข้าใจปัญหาของผู้หญิงมากขึ้น  เพื่อลดปัญหาความรุนแรง นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาล เปลี่ยนการดูแลพื้นที่จากทหารให้ชุมชนได้ดูแลตนเอง

 “จากการลงไปทำงานในพื้นที่ ดิฉันเชื่อว่าชุมชนรู้ข้อมูลที่เปิดเผยกับเราไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะทดลองให้ชุมชนได้ดูแลและจัดการตนเอง แทนที่ทหาร ซึ่งชุมชนอาจจะจัดการกันเองได้มากกว่า”

 

รัฐเพิ่งตั้งกรรมการตามมติ1325 ช้าไป 10 ปี

thaingo111055-10

ด้าน น.ส.อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิงกล่าวว่า

ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในคณะกรรมการต่าง ๆ รวมถึงการจัดทำระเบียบในเรื่องการเยียวยา ซึ่งเป็นประเด็นที่เครือข่ายต่าง ๆ รณรงค์เรียกร้องมาตลอด

สอดคล้องกับมติที่ 1325 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการให้เป็นระบบรวมถึงการให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติความขัดแย้ง ในการรักษาและในการสร้างสันติภาพ และจะต้องคำนึงถึงสิทธิผู้หญิงในด้านต่าง ๆ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบ ตามหลักการไม่เลือกปฏิบัติในอนุสัญญาผู้หญิง หรือ Committee on the Elimination of Discrimination against Women (CEDAW) ตามมติ 1820 รัฐจำเป็นต้องพัฒนากลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่หญิงและเด็กจากความรุนแรงในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง

ซึ่งจากสถิติปัจจุบันอาจจะมีผู้หญิงที่ประสบความรุนแรงทางเพศในชุมชน แจ้งเหตุหรือมาขอความคุ้มครองในจำนวนที่น้อยมาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ทำให้ยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้หญิงสามารถเข้าถึงได้ และมีความละเอียดอ่อนต่อปัญหามากพอ

  “ขณะนี้ไทยได้ตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินการตามมติ 1325 ของสหประชาชาติแล้ว ซึ่งล่าช้าไปประมาณ10 ปี แต่ก็ดีกว่าที่ไม่ได้ทำอะไรเลย”

…….

บทความโดย โดย วรลักษณ์ ศรีใย ศูนย์ข่าว TCIJ

ที่มา www.tcijthai.com 

http://www.tcijthai.com/TCIJ/view.php?ids=1747#!prettyPhoto

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

Thai / English

บทความล่าสุด
ปฎิทินกิจกรรม
August 2017
M T W T F S S
« Jan    
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031